S5 User Choice
February 11, 2012
บ้านอุ่นไอรัก คลิกดูรายละเอียดsaiyai_flood.gifแกรนนี่แคร์ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ลิฟวิ่งเวล ดีดี เนอร์สซิ่งโฮม สถานดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุbanner.gifบ้านอิ่มอุ่นมอบส่วนลด 10% ตลอดเดือนมกราคมดวงใจเนอร์สซิ่งโฮม ศิวนาถ เนิร์ซซิ่งโฮม  โอเรียลทอล โฮม แคร์ จำกัด Oriental Home Care.Co.,Ltd  แฮปปี้ไลฟ์ โฮมแคร์ บ้านมีรัก วีไอพี โฮมแคร์ vip home care pd_banner2.gif สถานบำบัดฟื้นฟู อธิคมเฮลท์แคร์ ณัฐจรรยา เนอสซิ่งโฮม ดีดี เนอร์สซิ่งแคร์บริษัท โครนัส(ประเทศไทย) จำกัดบ้านพักผู้สูงอายุ ธรรมดี
You are here:  Home arrow กระดานสนทนา
ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?
Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น (1 viewing) (1) ผู้เยี่ยมชม
Go to bottom ตอบกลับกระทู้นี้ รายการถูกบันทึก: 0
หัวข้อ: Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น
#166
อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 3 ปี, 11 เดือน ที่แล้ว กรรม: 0  
อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น

มีคนถามผมหลายคนแล้วครับถึงโรคอัลไซเมอร์ (ALZHEIMER'S DISEASE) ผมได้ผัด ผ่อนมาเป็นเวลานานพอสมควร ไม่อยากจะเขียน เหตุที่ไม่อยากจะเขียนก็เพราะว่าโรคนี้เป็นโรครักษาไม่ได้

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคหนึ่งในหลายๆโรคที่เกี่ยวกับสมองเสื่อม ถ้าเราพูดถึงคนไข้อย่างเดียวโดยไม่พูดถึงผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ จะรู้สึกว่าอัลไซเมอร์ดีซีสนี้เป็นโรคร้ายแรงที่สุดสำหรับผู้ป่วยเอง เพราะสำหรับคนไข้นั้นเขาจะไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นอะไร ความจำของเขาจะเสื่อมลงๆจนจำอะไรไม่ได้ เขาจะไม่รู้ตัวของเขาเอง จะจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง เขายังมีชีวิตอยู่ ร่างกายอาจจะดูสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ในด้านความรู้สึกและจิตใจนั้น เขาเหมือนคนตายแล้ว

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็อยากจะเล่าให้ฟังถึงผู้ป่วยคนหนึ่ง ซึ่งชื่อเสียงของเขาใหญ่โตรู้จักกันดีทั่วโลก เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของอเมริกา เพราะเขาเป็นถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เขาคือประธานาธิบดีโรแนลด์ เรแกน

เมื่อสมัยที่ผมทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ของสหประชาชาติที่นิวยอร์ก มีโอกาสได้พบได้ ฟังและได้สัมผัสกับประธานาธิบดีเรแกนมากครั้ง โดยเฉพาะวันเปิดประชุมใหญ่ของสหประชาชาติในเดือนตุลาคม

โปรดอย่าคิดว่าเป็นเรื่องคุยออกโม้กระไรนะครับ ในการที่ผมเอ่ยถึงท่านประธานาธิบดีเรแกน แต่ดังที่ได้บอกท่านผู้อ่านหลายครั้งแล้วในคอลัมน์ “ปั้นชีวิต” นี้ ว่าผมไม่ต้องการพูดแต่เรื่องวิชาการล้วนๆ แต่จะหาโอกาสที่จะ “คุย” กับท่านผู้อ่านบ่อยๆ เพราะผมชอบการคุยและคิดว่าการคุยปนวิชาการแบบนี้ ทำให้เกิดความเป็นกันเองและเป็นเพื่อนกับ ท่านผู้อ่านมากขึ้น

ฉะนั้น การคุยคราวนี้ขอคุยกับผู้ที่ผมรักและนับถือมากคนหนึ่ง คือเรื่องท่านประธานาธิบดีเรแกน กับโรคที่ทำให้ท่านป่วยในชีวิตตอนปลายของท่าน คือ โรคอัลไซเมอร์

ผมรู้จักท่านประธานาธิบดีเรแกนมาก่อนจากภาพยนตร์เก่าๆที่ท่านเคยแสดง ท่านเล่นเป็นตัว พระเอกตลอดเวลา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท่านต้องเป็นชายหนุ่มรูปหล่อมาก่อน ความจริงแม้แต่ท่านไม่ได้ เป็นดาราหนังแล้ว แต่ กลายมาเป็นบุคคลสำคัญ ของประเทศ ผมก็ว่าท่านก็ยังหล่ออยู่นะ

เมื่อได้พบเห็นท่านใกล้ๆระหว่างการ ประชุม ผมรู้สึกรักและนับถือท่านทันที เป็นบุคคลสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งของโลกก็จริง แต่ ท่านไม่มีท่าทางหยิ่ง-- “เบ่ง” หรือไว้ตัวเลย ท่านทำตัวเป็นคนง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนผู้สูงอายุที่ใจดี

ที่ผมเชื่อได้ทัน ทีก็คือท่านไม่มีท่าทางเป็นนักการเมืองเลย ขอ ประทานโทษ นักการเมืองต้องโกหกเก่ง แต่รู้สึกว่าประธานาธิบดีเรแกนโกหกไม่เป็น ท่านชอบเล่าเรื่องตัวอย่างของคนที่ท่านพบบ่อยๆ บางครั้งเวลาเล่าเรื่อง นอกคำบรรยายที่ผู้ช่วยของท่านพิมพ์ไว้ให้แล้ว ท่านเล่าซ้ำกันหลายครั้งก็ยังมี แต่คนก็เห็นว่าเป็นเรื่องโจ๊ก หัวเราะอย่างเป็นกันเองสนุกสนานทั่วหน้า ผมเชื่อ ว่าท่านเป็นคนเปิดเผยไม่มีลับลมคมใน

ถ้าดูตามประวัติ ของท่าน ท่านได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 40 ของอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1980 ตอนนั้นท่านอายุได้ 70 ปีพอดี สถิติครั้งแรกในชีวิตการเป็นประธานาธิบดีก็คือ ดูเหมือนจะเป็นผู้ได้รับเลือกเมื่อมีอายุแก่ที่สุด ในบรรดาประธานาธิบดีคนอื่นๆที่ผ่านมา

ถ้าจะพูดถึงความ รู้สึกของผมตอนแรกๆที่ทราบว่าประธานาธิบดี เรแกนเริ่มเข้าสู่วงการเมืองอยู่นานจนกระทั่ง ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการรัฐแคลิฟอร์เนียซ้ำกันถึงสองสมัย ผมยังไม่ค่อยเชื่อว่านักแสดงหรือดาราหนังจะกลายเป็นนักการเมืองที่ดีได้ แต่เมื่อได้ลองศึกษาดูประวัติของท่านย้อนหลัง ปรากฏว่าไม่ว่าจะทำอะไร ท่านก็ทำได้ดีและได้รับความสำเร็จแทบทุกเรื่อง เมื่อเรียนหนังสือก็เรียนจนจบปริญญามหาวิทยาลัยยูเรกาคอลเลจจนจบ ในด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์

ขณะเป็นนักเรียนไปเล่นกีฬาก็ได้รับคัดเลือก เข้าอยู่ในทีมนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลของมหาวิทยาลัย เมื่อจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าข่าวกีฬาของสถานีวิทยุ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในขณะที่มีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้นก็ได้รับการคัดเลือกเป็นดาราภาพยนตร์ ได้เล่นภาพยนตร์รวมทั้งหมด 53 เรื่อง และกลายเป็นดาราโด่งดังทั่วประเทศ

พอเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เข้าเป็นทหาร แต่ไม่ผ่านการตรวจร่างกายเพราะสายตาสั้น จึงได้ แต่เป็นทหารประจำการอยู่แต่ในสำนักงาน แต่กระนั้นก็ทำงานได้เลื่อนตำแหน่งจากพลทหารเป็นนายสิบ นายร้อย นายพันในที่สุด ตำแหน่งสุดท้ายได้รับการเสนอชื่อเป็นนายพันตรี แต่ยังไม่ทันได้รับอนุมัติสงครามก็สงบลงเสียก่อน

หลังจากนั้นก็กลับไปเล่นภาพยนตร์และก็เกิด สนใจในเรื่องการเมืองเกี่ยวแก่สิทธิของดาราและนักแสดงแขนงต่างๆ จึงได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์ นักแสดงของประเทศอเมริกา และก็ได้รับเลือกซ้ำต่อมาทุกปีเป็นเวลา 5 ครั้ง

พอถึงระยะนี้ประธานาธิบดีเรแกนก็หันเข้าหาเรื่องการเมืองเต็มตัว เขาสมัครเข้าพรรคการเมืองและได้รับเลือกเป็นตัวแทน และหัวหน้าการหาเสียงของพรรคแทบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้ายได้สมัครในการเลือกตั้ง เพื่อรับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิ ฟอร์เนียและชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าการสมใจ และก็มี ชื่อเสียงโด่งดังจนเข้าระดับเข้ารับเลือกเป็นประธานาธิบดีได้

พอสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ก็ต้องผ่านการแข่งขันเลือกตัวผู้แข่งในพรรคเดียวกันเสียก่อน เขาแพ้การคัดเลือกถึงสองครั้ง

พอสมัครครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 1980 เขาเข้าแข่งขันการคัดเลือกสู้กับจอร์จ บุช เขาชนะการคัดเลือกเป็นตัวแทนสมัครเป็นประธานาธิบดีพรรคริพับลิกัน และต้องต่อสู้กับคู่ต่อสู้พรรคเดโมแครต คือ จิมมี่ คาร์เตอร์

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเขาชนะคู่แข่งอดีตประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ชนิดได้คะแนนชนะแบบถล่มทลาย

เขาเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกได้รับความนิยมอย่างสูง พอครั้งที่สองปี 1984 เขาสมัครเข้ารับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกเป็นครั้งที่สอง ปรากฏว่าได้รับการเลือกตั้งชนะคู่ต่อสู้แบบถล่มทลายอีกครั้งหนึ่ง

การเป็นประธานาธิบดีครั้งที่สองสิ้นสุดลงเมื่อปี 1989 หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ต่อสังคมด้วยการไปปรากฏตัวต่อชุมนุมชน ให้การบรรยายตามสถาบันต่างๆ และอาการทางสมองเขาก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าสมองเขาเริ่มเสื่อมทรามลงทุกขณะ และการปาฐกถาครั้งสุดท้ายซึ่งประธานาธิบดีเรแกนได้ใช้ความอดทนแสนสาหัส บังคับตัวเองให้ไปในงานศพของเพื่อนรักคนหนึ่ง คือประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และได้ออกปราศรัยต่อชุมชนเป็นครั้งสุดท้ายในงานศพของนิกสันครั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1994

วันที่ 5 พฤศจิกายน 1994 เรแกนเขียนจดหมายส่วนตัวด้วยลายมือขยุกขยิกของตัวเอง บอกต่อเพื่อนร่วมชาติของเขาทุกคนว่า นายแพทย์ ได้วินิจฉัยว่า เขาป่วยเป็นอัลไซเมอร์ดีซีส เรแกนก็ยังมีอารมณ์ขันเขียนลาเพื่อนๆว่า “ขณะนี้ตัวผมกำลังเดินทางไกลไปสู่ตะวันตกดินของผมเอง ผมเชื่อว่าสำหรับอเมริกาแล้วทุกคนจะมีอนาคตสดใสของรุ่งอรุณรออยู่ข้างหน้า ขอบคุณครับเพื่อนรัก ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณทุกคน”

เขามีชีวิตเงียบเชียบอยู่ต่อไปอีก 10 ปี เป็นคนตายไปแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่

ถามว่าคนดีที่น่ารักและน่านับถือทำไมจึงต้องตายทั้งเป็น

ขอตอบอย่างวิชาการอาทิตย์หน้าครับ.
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
admin (ผู้ดูแลระบบ)
ผู้ดูแลระบบ
กระทู้: 35
graph
สมาชิกที่ไม่ได้ออนไลน์ Click here to see the profile of this user
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
#167
อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 2 3 ปี, 11 เดือน ที่แล้ว กรรม: 0  
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วจบเรื่องของท่านประธานาธิบดีเรแกน ซึ่งในบั้นปลายท่านจบชีวิตด้วยการป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และผมได้ลงท้ายด้วยการถามท่านผู้อ่านว่า “ทำไมคนดีที่น่ารักและน่านับถือจึงต้อง (ประสบเคราะห์กรรมเหมือน) ตายทั้งเป็น”

เป็นคำถามที่ฟังดูออกจะโหดร้ายนะครับ โดยเฉพาะสำหรับสมาชิกครอบครัวของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้

แต่ที่ถามอย่างนี้ก็เพราะตัวผมเองเคยสลดใจและถามตัวเองอย่างนี้มาก่อนแล้ว

ว่าอันที่จริงนอกจากตัวเองแล้วก็ยังมีคำถามจากท่านผู้อื่นอีกหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยและญาติผู้ป่วยเป็นมะเร็ง

“ถามว่าฉันเองก็ไม่เคยไปทำร้ายหรือทำเลวอะไร ทำแต่ความดีมาตลอด ทำไมต้องมาป่วยเป็นโรคที่ต้องทรมานตัวเองอย่างนี้?”

คำตอบที่ตรงที่สุดแต่ก็ทำให้หลายๆท่านไม่พอใจก็คือ “โรคที่ทำให้ป่วยนั้นมันไม่เลือกคนหรอกครับ ไม่ว่าจะคนเลวหรือคนดีอย่างไร มีสิทธิ์ป่วย เหมือนกันหมด”

หลายคนโกรธผมเพราะคำตอบอย่างนี้ ก็เลยไม่มีโอกาสได้พูดถึงตอนสำคัญ คือ “เอาล่ะ ตอนนี้เรามาคุยกันดีกว่าว่าจะทำอย่างไร จะแก้ไขอย่างไร จึงจะทำให้อาการป่วยหายหรือค่อยยังชั่วขึ้น”

ได้พูดไว้แล้วตั้งแต่ตอนที่แล้วว่า ทุกตำราการแพทย์จะบอกไว้ว่า อัลไซเมอร์รักษาไม่หาย อาการจะมีแต่ค่อยๆเป็นและเลวลงๆ จนกระทั่งไม่รู้จักตัวเองและไม่รู้จักผู้อื่นว่าเป็นใคร คือใคร

จึงได้สรุปไว้สั้นๆว่า แม้ยังมีชีวิตอยู่แต่ก็เหมือนคนตายทั้งเป็น

เพราะฉะนั้นจึงได้สรุปต่อไปอีกว่า โรคนี้จะหนักที่สุดอยู่ที่คนพยาบาล คนพยาบาลดูแลจะเป็นคนที่มีความทุกข์ที่สุด ส่วนผู้ป่วยนั้นไม่รู้สึกเรื่องทุกข์เรื่องสุขอะไรแล้ว เพราะสมองของเขาจะไม่รับรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

ฉะนั้น ต่อไปนี้ผมขอคุยเรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอัลไซเมอร์เสียก่อน เพื่อที่ผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะได้สังเกตอาการของผู้ป่วยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ต้องขอย้อนไปที่ตอนต้นของบทความนี้ที่ว่าอัลไซเมอร์รักษาไม่ได้

ที่รักษาไม่ได้นั้นก็เพราะจนบัดนี้ก็ยังหาไม่พบต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เท่าที่ผมได้ค้นคว้ามาตลอดเวลาเกือบ 20 ปี รู้สึกว่ามีอยู่สองแนวทางที่คิดว่าพอจะรับได้ว่า “อาจ” จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

แนวทางแรกนั้นมีการค้นพบจากการถ่ายภาพการทำงานของสมอง (เอกซเรย์-รังสีและ MRI ฯลฯ) ได้พบว่าผู้ที่ป่วยมีอาการแสดงว่าสารที่ช่วยให้การติดต่อของส่วนต่างๆของสมอง โดยเฉพาะที่เรียกกันว่า CHO-LINERGIC PATHWAYS เสื่อมหรือถูกทำลาย

ปกติแล้วสมองไม่ได้ทำงานแต่เพียงส่วนเดียว แต่ หลายๆส่วนต้องทำงานร่วมกันหรือพร้อมๆกัน เราจึงจะเข้าใจได้ว่าเรากำลังทำอะไรหรือมีอะไรเกิดขึ้น

สารที่ทำให้ส่วนต่างๆของสมองสื่อสารถึงกัน หรือทำงานประสานกันนี้คือ CHO-LINERGIC ถ้าทางเดินหรือท่อที่ทำให้สารนี้ติดต่อถึงกันไม่ได้ หรือทางเดินถูกทำลาย สมองก็ทำงานไม่ได้ เราก็ไม่รู้สึก หรือไม่เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น จึงเหมือนกับเราไม่สามารถจะรับรู้ กับสิ่งใดๆรอบตัวเราทั้งสิ้น การที่ไม่รับรู้แค่นั้นยังไม่ ร้ายแรงพอ มันมีความร้ายแรงต่อไปอีกถึงขนาดว่า เราเองก็ไม่รู้สึกอะไรเลย เราไม่รู้สึกตกใจ หรือแปลกใจว่าทำไมเราถึงไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามที ในเมื่อทางการแพทย์รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบติดต่อของสมอง ก็น่าจะหาทางแก้ได้ ได้มีการทดลองยาต่างๆ เช่น ให้วิตามินปริมาณสูงๆ และทดลองให้ยาชนิดที่จะไปช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผล

จึงพอจะสรุปได้ในระยะนี้ว่า ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์อาจจะเป็นเพราะ CHOLINERGIC PATH-WAYS ถูกทำลายนั้น ยังไม่ถูกต้อง

แนวทางที่สองอยู่ที่เรื่องของกรรมพันธุ์ โดยได้ ค้นพบว่ามี AMYLOID PROTEIN อยู่ในสมองของผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก การที่มีโปรตีนกลุ่มนี้มากๆนั้น เชื่อกันว่าเกี่ยวกับโครโมโซมตัวที่ 21

แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อคิดว่ามี AMYLOID PRO-TEIN มีมากแล้ว ก็หาวิธีลดหรือกำจัดโปรตีนชนิดนี้เสียได้ ก็ปรากฏว่ายังไม่ได้ผลอีกนั่นแหละ

ก็คงต้องบอกว่าต้องทำงานค้นคว้าและวิจัยต่อไปอีก

ตอนนี้ก็ขออนุญาตนอกเรื่องสักนิดหนึ่ง เพราะเมืองไทยของเรากำลังเห่อเรื่อง STEM CELL และผมก็บังเอิญเขียนระบุถึงเรื่องอัลไซเมอร์ว่าอาจจะเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ได้

ก็เลยขอเตือนสักนิดว่าถ้ามีใครมาอาสาว่าใช้ STEM CELL วิธีแบบ GENE THERAPY รักษาได้นั้น ต้องระวังหน่อยนะครับ

เพราะท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ 4 ท่านผู้เชี่ยวชาญในด้าน STEM CELL จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือนายแพทย์ธานินทร์ อินทรกำธงชัย นายแพทย์อภิวัฒน์ มุทิรางกูร นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา และนายแพทย์ ดร.นิพัทธ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ได้ออกมาชี้แจงต่อประชาชนผู้ที่สนใจในเรื่องการรักษาโรคต่างๆว่า

“ทฤษฎีสเต็มเซลล์ได้รับการยอมรับกันในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้รักษาโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน อัมพาต พาร์คินสัน อัลไซเมอร์ ฯลฯ นั้น เป็นความเป็นไปได้ของทฤษฎีสเต็มเซลล์ในอนาคต แต่ใน วันนี้ยังมีปัญหาที่ต้องวิจัยหาทางแก้ไขปรับปรุงอีกระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะรักษาได้ผลจริง”

ผมขอสรุปแบบชาวบ้านของผมว่า การรักษาด้วยวิธีใช้สเต็มเซลล์นั้นมีอนาคตว่าจะได้ผลดี แต่ขณะนี้ยังคงต้องทดลองค้นคว้าและวิจัยต่อไป จนกว่าจะได้วิธีนำมาใช้อย่างได้ผลจริงๆ คุณๆที่สนใจในเรื่องนี้ อ่านคำสัมภาษณ์ของอาจารย์ผู้รู้เรื่องสเต็มเซลล์อย่างแท้จริงได้ในไทยรัฐของเราฉบับวันเสาร์ 18 สิงหาคม 2550

ที่ผมต้องเขียนเรื่องเตือนเช่นนี้ก็เพราะได้ทราบมาว่าบางคนซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องนี้จริงๆ หรือเปล่า เอาวิธีรักษาด้วยสเต็มเซลล์มาใช้กับคนไข้หลายคนแล้ว

เป็นอันตรายหรือเปล่า ตอบไม่ได้ แต่ที่รู้มาก็คือ ค่ารักษาแพงมากเหลือเกิน คนไข้บางคนหมดเงินไปเป็นล้าน

ต่อไปขอเริ่มเรื่องอาการของอัลไซเมอร์ ซึ่งขอแบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นเริ่มต้น ขั้นกลาง และขั้นสุดท้าย

ขั้นเริ่มต้น

1. เริ่มความจำเสื่อมระยะสั้น หมายความว่าสิ่งที่ทำหรือประสบมาเร็วๆนี้ ลืมสนิท เช่น ถามว่าเมื่อวานกินข้าวอะไรบ้าง ลืมชนิดของอาหาร ตอบไม่ได้

2. ของง่ายๆ ซึ่งทำได้เร็ว ไม่ต้องคิด กลับทำไม่ได้ อย่างเช่นการบวกเลข คิดบัญชีง่ายๆ หรือบางทีไปซื้อของ เสื้อตัวหนึ่งราคา 265 บาท ให้ แบงก์ไปใบละพัน คิดไม่ออกว่าต้องทอนเท่าไหร่

3. บุคลิกเริ่มเปลี่ยน อะไรมากระทบกระทั่งเล็กน้อย หงุดหงิดหรือโมโหง่าย การตัดสินใจช้า บางครั้งตัดสินใจไม่ได้เลย

ขั้นกลาง

1. การตัดสินใจยิ่งทำได้ยากกว่าขั้นเริ่มต้น เช่น ให้เลือกเสื้อ 2 ตัว สีขาวและสีเหลือง ตัดสินใจไม่ได้

2. จำหน้าคนคุ้นเคยไม่ได้

3. ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้สกปรก ไม่สนใจโดยเฉพาะเรื่องความสะอาด

4. ไม่สนใจเรื่องการกิน

5. ไม่ยอมรับว่าทำอะไรผิด

6. ความสนใจในเรื่องเพศหายไปหมด

ขั้นสุดท้าย

สูญสิ้นความจำโดยสิ้นเชิง การพูดการเปล่งเสียงลำบาก พูดจาอ้อแอ้ไม่รู้เรื่อง และที่สำคัญที่สุดการขับถ่ายเลอะเทอะ (ดูเหมือนจะตั้งใจทำให้ เลอะเทอะเหมือนแกล้ง)

ที่แย่ที่สุดคือ อารมณ์ร้าย อาละวาด

ขอคุยฉบับหน้าต่อนะครับ โดยเฉพาะการแก้ไขให้ทุเลาลงบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักษาพยาบาล.
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
admin (ผู้ดูแลระบบ)
ผู้ดูแลระบบ
กระทู้: 35
graph
สมาชิกที่ไม่ได้ออนไลน์ Click here to see the profile of this user
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
#168
Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 3 3 ปี, 11 เดือน ที่แล้ว กรรม: 0  
อย่างที่ได้เขียนมาแล้วสองตอนนะครับว่าอัลไซเมอร์ยังไม่มีทางว่าจะรักษาได้ แม้แต่เรื่อง STEM CELL ที่ว่าอาจจะรักษาอัลไซเมอร์ได้นั้น ก็เพียง “อาจจะ” ดังที่คณะแพทย์ซึ่งมีทั้งศาสตราจารย์ และนายแพทย์ 4 ท่าน จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯได้ออกมาแถลงว่า ขณะนี้การรักษาด้วย STEM CELL ยังอยู่ในขั้นทดลองเท่านั้น ยังต้องรอดูผลของการวิจัยและการแก้ไขปรับปรุงขั้นสุดท้ายเสียก่อน

ฉะนั้น ถ้ามีใครมาอาสาว่าให้เอาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ไปรักษาด้วย STEM CELL ขอให้ตรวจสอบกันให้ดีเสียก่อนว่า ผู้ที่อาสาจะรักษาให้นั้นรู้เรื่อง STEM CELL จริงหรือไม่

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องตัวคนไข้เอง ถึงแม้ว่าผู้ที่ป่วย เป็นอัลไซเมอร์ถึงขั้นที่ 3 จะไม่มีทางรักษาเลยนั้น แต่สำหรับผู้ที่เริ่มเป็นตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง ก็ยังมีตำรา บางแห่งและบางสำนักหรือสถาบันเชื่อว่า การให้ยา-อาหาร-และการปฏิบัติตัวบางอย่างจะช่วยทุเลาหรือชะลออาการอัลไซเมอร์ไม่ให้เลวลงจนถึงขั้นที่ 2 หรือ ที่ 3 ได้

ศาสตราจารย์ลีโอนาโร เฮลตัน ได้เขียนไว้ในตำรา “DEMENTIA : A PRACTICAL GUIDE TO ALZHEIMER'DISEASE AND RELATETED ILLNESSES” ได้แนะนำไว้ในรายงานของท่านว่า อาหารประเภทที่บำรุงสมองสามารถชะลอความเสื่อมของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้

ในขณะเดียวกันรายงานจากคณะกรรมาธิการแห่งชาติเกี่ยวแก่ผู้สูงอายุของอเมริกัน ก็ระบุเห็นพ้อง ต้องกันกับรายงานของอาจารย์ลีโอนาโรว่า อาหารและการออกกำลังกายที่ถูกต้องสามารถช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ขั้นต้นได้

และจากประสบการณ์ของผมเองที่ได้เคยให้คำปรึกษา กับคนไข้และญาติของคนไข้โรคเกี่ยวกับสมอง เชื่อว่าอาหารและการออกกำลังกายช่วยผู้ป่วยหลายคนให้มีอาการดีขึ้น

จึงจะขอแนะนำรายการอาหารและการออกกำลังกายดังต่อไปนี้

1. คนไข้ที่ติดรสอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ขอให้งดอาหารประเภทนั้นโดยเด็ดขาด เหตุผลก็คือ โปรตีนประเภท AMYLOID และ GLYCOPROTEIN นั้นเป็นอันตรายต่อสมอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

2. ขอให้ใช้สูตรอาหารชีวจิต ถ้าคนไข้เป็นคนมีน้ำหนักมากให้ใช้สูตร 2 แทนที่จะใช้สูตร 1

3. ให้ใช้วิตามิน B1, B2, B6, B12, B COMP. อย่างละ 1 เม็ด รวมทั้ง เล็คซิทินและ ZINC อย่างละ 1 เม็ดด้วย แบ่งกินวิตามินชุดแรกตอนเช้า หลังอาหารและ ZINC กับเล็กซิทินกินตอนเย็นหลังอาหาร

4. ให้ผู้ป่วยออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอทุกวัน โดยเฉพาะการรำตะบองจะช่วยผู้ป่วยและผู้พยาบาล ให้ได้รับความสนุกสนานและประโยชน์จากการออกกำลังกายพร้อมกันไปด้วย

ท่ารำตะบองช่วยกระตุ้นการทำงานของกระดูกสันหลัง เท่ากับช่วยให้สมองทำงานดีขึ้น

อาหาร-วิตามินและการออกกำลังกายตามสูตรเหล่านี้ อาจจะไม่เห็นผลทันใจ แต่ก็ขอให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ จะเห็นประโยชน์อย่างแน่นอน และที่อยากจะชักชวนให้ทุกคนลองปฏิบัติดูแม้ว่าจะไม่ได้ ป่วยก็ตาม รับรองได้ว่าอย่างน้อยก็ไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นแน่นอน

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องผู้พยาบาลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เป็นที่แน่นอนว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ นั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำเป็นต้องมีผู้ พยาบาลคอยดูแล

และนี่เองที่ผมได้เขียนไว้ในหัวข้อเรื่องว่า “คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น”

เท่าที่ผมได้พบมาผู้พยาบาลผู้ป่วยอัลไซเมอร์นั้น ต้องทำงานหนักอย่างเหลือเกิน ยิ่งเป็นครอบครัวที่อยู่กันเพียงสองคนระหว่างผู้ป่วยกับผู้พยาบาลเท่านั้นแล้ว ผู้พยาบาลต้องทำงานหนักและต้องแบกทุกข์ไว้ทั้งกายและใจด้วยตัวคนเดียวจริงๆ น่าสงสารมาก

เพื่อนคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีเป็นพี่น้องกัน พี่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์และน้อง เป็นผู้ดูแล และต้องไปทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเองและพี่สาว

เวลาเธอไปทำงาน พี่สาวอยู่บ้านคนเดียวก็มักจะออกไปเดินสะเปะสะปะออกนอกบ้าน แล้วก็หลงทางหายตัวไปหลายวันบ่อยๆ

ไม่ทราบจะหาทางแก้ไขอย่างไร ก่อนจะไปทำงานเธอก็หาข้าวหาปลาวางไว้ในห้อง แล้วก็ปิดประตูห้องใส่กุญแจ

ตอนเย็นกลับมาแล้วก็ต้องรีบเข้าไปดูแลพี่สาว ทำความสะอาดห้อง ทำความสะอาดเนื้อตัวพี่สาว แล้วจึงจะมีโอกาสทำอะไรให้ตัวเอง ชีวิตสองคนเป็นไปอย่างน่าเศร้าเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี

ลองคิดดูถ้าเป็นคุณเองชีวิตจะเป็นอย่างไร อนาคตมีหรือไม่

ถ้าเป็นต่างประเทศ กฎเกณฑ์-กฎหมายและระเบียบของการประกันสังคมช่วยไว้ได้มาก มีคลินิกโรงพยาบาล หรือบ้านพักสำหรับคนป่วยที่ดูแลตนเองไม่ได้เช่นนี้ และก็ช่วยแบ่งเบาทุกข์ร้อนและความหดหู่เศร้าสลดของครอบครัวได้ดีพอสมควร

ประเทศไทยของเราเล่าครับ ไม่ใช่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ อย่างเดียว ผู้ป่วยที่ช่วยตนเองไม่ได้ นอกเหนือไปจากอัลไซเมอร์มีอีกมากมาย ขอฝากความคิดไว้ที่ราชการ-กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และรัฐบาลให้ช่วยกันคิดด้วย

ขณะที่ผมกำลังเขียนเรื่องอยู่ขณะนี้ ผมนั่งอยู่ หน้าตู้เก่าๆใบหนึ่ง ในตู้กระจกมีรูปท่านผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมรักและนับถือมากคนหนึ่ง

ท่านร่ำรวยมีฐานะดีมาก ท่านตัวคนเดียว ไม่มีบุตร สามีเสียชีวิตไปนานแล้ว เมื่อท่านป่วยเป็นอัลไซเมอร์ แม้ท่านจะมั่งมีทรัพย์สินมหาศาล ข้าทาสบริวารมากมาย ก็ไม่มีใครช่วยได้เลย ที่น่าอนาถใจอย่างที่สุดก็คือ เหมือนท่านต้องตายโดดเดี่ยวคนเดียว ทรัพย์สินเงินทองถูกขโมยถูกโกงจนสิ้นเนื้อประดาตัว

นี่แหละครับ ไม่ว่ามีหรือจน “ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็เหมือนคนตายทั้งเป็น”

ต่อไปนี้คือคำแนะนำสำหรับผู้พยาบาล

1. คอยสังเกตผู้ป่วยให้ดี ถ้าเริ่มมีอาการคือ อารมณ์ร้าย โกรธง่าย ความจำระยะสั้นเสื่อม นั่นคืออัลไซเมอร์ขั้นที่หนึ่ง ต้องรีบกินยาทันที รีบพาไปหาแพทย์ ให้กินยาสม่ำเสมอ และให้ปฏิบัติและควบคุมชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด

2. ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะบังคับคนไข้ เพราะจะพูดกันดีๆ ก็ไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว จำเป็นที่จะต้องบังคับคนไข้ ให้ทำตาม

3. คนไข้อาละวาดหรือโกรธ อย่าไปถือสา เป็นธรรมดาของคนไข้ที่จะเป็นเช่นนั้น ใจเย็นๆและพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ให้มากๆ

4. เมื่อคนไข้มีอาการเข้าขั้นที่ 2 และที่ 3 ที่จะลำบากมากที่สุดคือเรื่องการขับถ่าย ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา คนไข้จะถ่ายเลอะเทอะโดยไม่รู้ตัว พยายามจัดห้องน้ำห้องส้วมให้สะอาด และสอนหรือบังคับให้คนไข้ทำเองจนถ่ายได้เองตามธรรมชาติ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าโกรธ อย่าเป็นทุกข์ แบ่งเวลาทำความสะอาดคนไข้ให้เป็นเวลาแน่นอน เช่น ทำความสะอาด 5 โมงเย็น ก็ให้ตรงต่อเวลาทุกวัน คนไข้จะได้รู้สึกถึงเวลาทำความสะอาดได้

5. ระวัง “หมอจอมปลอม” หรือมนุษย์หลอกลวงมีมากมายสมัยนี้ จะเข้ามาอาสาว่ามียาตัวนั้นตัวนี้ รักษาด้วยราคาแพงๆ อย่าไปเชื่อ

6. ถ้าพอจะหาผู้ช่วยดูแล ด้วยการจ้างมาดูแลชั่วคราว ก็ขอให้แบ่งเวลากันให้แน่นอน อย่าไปหวังมากมายว่าจะมีคนมีน้ำใจดีๆมาช่วย แต่ถ้าหากแบ่งเวลาและมอบหมายงานเฉพาะให้เป็นที่แน่นอนก็จะช่วยได้บ้าง

7. ในกรณีที่คนไข้อาการยังอยู่ในขั้นแรก คือ พอพูดกันรู้เรื่อง อาจจะหนีออกนอกบ้านเป็นครั้งคราว ควรจะทำบัตรติดตัวคนไข้ บอกชื่อ-ที่อยู่และโทรศัพท์ไว้ หรือจะทำเป็นสร้อยคอคล้องคอก็ได้

ขณะนี้มีการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์คล้ายๆนาฬิกาข้อมือ ให้สวมข้อมือผู้ป่วย เวลาไปไหนหลงทาง คลื่นนาฬิกาจะส่งสัญญาณติดตามตัวได้

ผู้พยาบาลต้องใจเย็นๆนะครับ อย่าเครียด ทำใจให้สบายๆ มีอารมณ์ขันเยอะหน่อยก็ดี

++++

คอร์สสุขภาพชีวจิตเข้มข้น

เป็นคอร์สพิเศษเพื่อจะได้พบอาจารย์สาทิสตัว ต่อตัว เพิ่มพูนสุขภาพตัวเอง ทั้งยังได้รับคำแนะนำเฉพาะตัวในเรื่องสุขภาพและการเจ็บป่วยด้วย คอร์สจัดที่สวนสามพราน 20-23 ตุลาคมนี้ (4 วัน 3 คืน) สอบถามชมรมชีวจิต 0-2570-8220 คุณทัศนีย์ 08-9782-3545 คุณนิศา 08-1313-9607 คุณอุษณา 08-9680-4027 คุณสุรีย์ 08-9992-5187 คุณศิริแก้ว 08-1625-7875 คุณสุนีย์ 08-6563-9191.
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
admin (ผู้ดูแลระบบ)
ผู้ดูแลระบบ
กระทู้: 35
graph
สมาชิกที่ไม่ได้ออนไลน์ Click here to see the profile of this user
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
#180
Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 3 ปี, 11 เดือน ที่แล้ว  
เข้ามาอ่านครับ ขอบคุณมากนะครับ สำหรับข้อมูลดีๆ
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
นุ (ผู้เยี่ยมชม)
Click here to see the profile of this user
วันเกิด:
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
#181
Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 3 ปี, 11 เดือน ที่แล้ว  
ทางเว็บยินดีนำเสนอข้อมูลดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับผู้อ่านค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
eldercarethailand (ผู้เยี่ยมชม)
Click here to see the profile of this user
วันเกิด:
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
#260
Re:อัลไซเมอร์ คนพยาบาลหนักกว่าคนเป็น 3 ปี, 9 เดือน ที่แล้ว  
ผู้ป่วยอายุ 83 เดินไม่ได้มา 2 ปี เวลาจะไปห้องน้ำหรือทำกิจวัตรประจำวันต้องใช้วิธีกระถัดไป ตอนนี้เริ่มมีแผลเจ็บบริเวณก้น ปัจจุบันผู้ป่วยเริ่มชอบซุกของแล้วโทษคนในบ้านลักไป เมื่อตนเองหาไม่เจอ ของที่จำที่ไว้ไม่ได้ จะเป็นเศษสตางค์ ยาดม ยาลม ยาหม่อง บางครั้งคนในบ้านไม่เข้าใจที่ถูกโทษว่าเป็นผู้ขโมยบ่อยๆ ก็เครียด กลุ้มใจมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นอัลไซด์เมอร์ระยะแรกหรือเปล่า เพราะเกิดเกือบทุกวัน บางทีไปรื้อเสือผ้าของตนเองในตะกร้า แล้วออกมานอกห้อง พอกลับเข้าไปใหม่ ก็โทษผู้อื่นเป็นคนรื้อ หาว่าไปขโมยเสือผ้าของเขา จะมีทางรักษาหรือไม่ ผู้ดูแลก็ป่วยเพิ่งผ่าตัดหลังมา ก่อนออกไปทำงาน ก็จะหาของไว้ให้กินเช้า กับ มื้อกลางวัน พอเย็นก็ต้องกลับมาหาอาหารให้เขา เวลาพาไปหาหมอไปลำบากมาก เพราะไม่รู้จะนำไปอย่างไร อีกทั้งผู้ดูแลก็ไม่สามารถยกหรือพยุงได้ หากพอจะมีวิธีรักษาอาการลืมให้ดีขึ้น ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ จะขอบคุณยิ่ง
ใส่รหัสที่นี่   
_FB_QMESSAGE_NOTE
ถามอาการผู้ป่วย (ผู้เยี่ยมชม)
Click here to see the profile of this user
วันเกิด:
รายงานถึง moderator   การบันทึก การบันทึก  
 
Reply Quote  
Go to top ตอบกลับกระทู้นี้
ขอขอบคุณ FireBoardget the latest posts directly to your desktop
ศูนย์จัดส่งพนักงาน ทรัพย์สมบูรณ์ธุรกิจ
new_ads_300x100.gif rk_banner.gif
บ้านอิ่มอุ่น sabydee_new1.gif
eldercarethailand.com รวมข้อมูล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม เนอสซิ่งโฮม เนอร์สซิ่งแคร์
 *ข้อความที่เป็นโฆษณาทั้งหมดใน eldercarethailand.com ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการตัดสินใจ กรุณารวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเลือก ทาง Elder Care Thailand ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทางศูนย์ดูแลฯ ใด ๆ ทั้งสิน*
bandwidth test
My Google Page Rank
               ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
กดเพื่อลงชื่อเข้าใช้
กดเพิ่มปิด tab นี้