|
อาหารทางสายให้อาหาร (tube feeding diet)
เป็นอาหารที่จัดให้แก่ผู้ป่วย ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปาก แต่ระบบทางเดินอาหารยังสามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น ผู้ป่วยที่หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืน เป็นต้น จึงต้องให้อาหารเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารโดยผ่านสายให้อาหาร อาหารชนิดนี้มีลักษณะ เป็นของเหลว สามารถไหลผ่านสายให้อาหาร เข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยได้ โดยไม่ติดขัด และมีคุณค่าทางอาหารเพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย ของผู้ป่วยแต่ละคน อาหารทางสายให้อาหารที่ใช้ในโรงพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 สูตรด้วยกัน ได้แก่
1 สูตรน้ำนมผสม (milk base formula) อาหารสูตรนี้มีน้ำนม และผลิตภัณฑ์
ของน้ำนมเป็นส่วนประกอบสำคัญ และอาจมีอาหารอื่นเพิ่มเพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอ เช่น ไข่
ครีม น้ำตาล น้ำมันพืช น้ำผลไม้ เป็นต้น สัดส่วนของวัตถุดิบที่นำมาใช้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพลังงานและ
สารอาหารที่แพทย์กำหนด ซึ่งนักกำหนดอาหารจะคำนวณสูตรอาหารและจัดเตรียมให้ แต่ละโรงพยาบาลควร
กำหนดสูตร และมาตรฐานอาหารไว้ เพื่อให้สะดวกในการจัดเตรียม
ตัวอย่างอาหารทางสายให้อาหารสูตรน้ำนมผสม
ส่วนประกอบ ปริมาณ (กรัม)
น้ำนมสด 30
นมผงลดไขมัน 40
ไข่ไก่ 200
น้ำตาลทราย 100
น้ำมันพืช 5
เติมน้ำสุกให้ครบ 1,000 มล.
อาหารสูตรนี้ให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี/มล. มีสารอาหารโปรตีนร้อยละ 15-20 ไขมันร้อยละ 30-35
และคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 50-60 ของพลังงาน อาหารทางสายให้อาหารสูตรน้ำนมผสมเป็นอาหารที่เหมาะสม
สำหรับผู้ป่วยเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่มักมีปัญหาของ lactose intolerance ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ จึง
ใช้สูตรอื่นแทน
2 สูตรอาหารปั่นผสม (blenderized formula) อาหารทางสายให้อาหารสูตรนี้
เตรียมมาจากอาหาร 5 หมู่ โดยเลือกวัตถุดิบมาจากอาหารแต่ละหมู่ ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ น้ำตาลและ
ไขมัน นำมาทำให้สุกแล้วปั่นผสมเข้าด้วยกัน ปริมาณของวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ใช้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความ
ต้องการพลังงานและสารอาหารของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดและแจ้งให้นักกำหนดอาหารทราบ เพื่อ
ดำเนินการคำนวณหาสัดส่วนของวัตถุดิบและเตรียมอาหารให้
แต่ละโรงพยาบาลอาจจะทำการทดลองหาสัดส่วนของวัตถุดิบ หรือคัดเลือก
วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาดัดแปลงทำอาหาร และใช้เป็นสูตรมาตรฐานในการผลิตอาหารชนิดนี้
ของตนเองก็ได้
ตัวอย่างอาหารปั่นผสม สูตร “รามาธิบดี”
ส่วนประกอบ ปริมาณ (กรัม)
ตับหมูหรือตับไก่ 100
ฟักทองหรือผักชนิดอื่น 100
กล้วยหรือมะละกอ 100
ไข่ไก่ 200
น้ำตาล 100
เติมน้ำสุกให้ได้ 1,000 มล.
อาหารสูตรนี้ให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี/มล และมีการกระจายตัวของสารอาหารต่าง ๆ คือโปรตีนร้อยละ
15-20 ไขมันร้อยละ 30-35 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 50-60 ของพลังงาน
วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารสามารถดัดแปลงให้แตกต่างกันออกไปได้ตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม
ราคา และความสะดวกของการจัดเตรียม เช่น ใช้เนื้อไก่ ปลา หรือเนื้อหมูแทนตับ ใช้ผักหัวหรือผักใบแทน
ฟักทองก็ได้ แต่ที่ควรระวังก็คือ อาหารนั้นต้องมีคุณค่าและสารอาหารใกล้เคียงตามที่เคยกำหนดมา
อาหารทางสายให้อาหารสูตรนี้ มักจะเตรียมให้ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของ lactose
intolerance ที่เกิดจากการใช้สูตรนม แต่ผู้ป่วยอาจเกิดปัญหาท้องเสียได้จากกล้วยหรือมะละกอ ซึ่งแก้ไขปัญหา
ด้วยการงดผลไม้เหล่านั้นได้
อาหารทางสายให้อาหารชนิดปั่นผสมสูตรมังสวิรัติที่สามารถเก็บได้นาน
แหล่งโปรตีนได้จาก โปรตีนเกษตร และนมถั่วเหลือง คาร์โบไฮเดรตจากข้าวกล้อง และน้ำตาลทราย น้ำมันถั่วเหลือง เป็นแหล่งของ ไขมัน ฟักทอง เป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ นำส่วนผสมนี้ มาปั่นผสมเข้าด้วยกัน บรรจุใส่ขวดแก้ว แล้วผ่านการฆ่าเชื้อ โดยการสเตอริไลซ์ ที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นเวลา 15 นาที หรือการพาสเจอไรซ์ ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที
ประกอบด้วย
-โปรตีนเกษตร 60 กรัม
-นมถั่วเหลือง 200 มิลลิลิตร
-ข้าวกล้อง 20 กรัม
-น้ำตาลทราย 60 กรัม
-ฟักทอง 100 กรัม
-น้ำมันถั่วเหลือง 30 กรัม และปรับปริมาตรด้วยน้ำเป็น 1,000 มิลลิลิตร
นำสูตรอาหารนี้มาเติมแป้งข้าวโพดร้อยละ 0.5
สำหรับผลิตภัณฑ์พาสเจอไรซ์เมื่อเก็บไว้ 3 วัน ส่วนผลิตภัณฑ์สเตอริไลซ์ พบว่าออสโมแลลิตี้และพีเอชไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเก็บไว้ 30 วัน
วิธีการเตรียมอาหารปั่นผสมในครัวเรือน
ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
-
- เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้
ได้แก่ เครื่องใช้ในครัว เช่น
เขียง มีด หม้อนึ่ง หม้อ ผ้ากรอง
กะชอน
ตะแกรงลวด
ถ้วยตวง ช้อนตวง
สิ่งที่อาจต้องหาเพิ่มเติมคือ
เครื่องปั่น (Blender)
และเครื่องชั่งอาหาร
- อาหารที่จะนำมาปั่นผสม
เตรียมตามที่กำหนดไว้ในสูตร
ว่าใช้อะไรบ้าง จำนวนเท่าใด
- วิธีการเตรียม
ขั้นตอนแรก
ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้น
และบริเวณที่ใช้เตรียมต้องสะอาด
ปราศจากเชื้อโรค
ดังนั้นอุปกรณ์ทุกอย่างควรนึ่ง
หรือต้ม หรือลวกน้ำเดือดก่อนใช้
ยกเว้นเครื่องปั่นกับเครื่องชั่ง
- การเตรียมอาหารที่จะนำมาปั่นผสม
มีแนวปฏิบัติดังนี้
` อาหารโปรตีนซึ่งอาจเป็น
เนื้อไก่
เนื้อปลาแล่หนังพังผืดออก
หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนึ่ง 10-15
นาที ถั่วเหลือง
ต้องต้มสุกหรือนึ่งให้เปื่อยนุ่มก่อน
-
-
ไข่
ต้องนำมาลวกในน้ำเดือด 3 - 5 นาที
-
คาร์โบไฮเดรต
อาจใช้แป้ง ข้าว น้ำตาล น้ำผลไม้
ผัก และผลไม้ ซึ่งแป้ง, ข้าว , ผัก,
ต้องต้มสุก
-
ผลไม้
นิยมใช้ผลไม้สุก ที่นิ่ม
อ่อนนุ่ม เช่น กล้วย มะละกอ
- น้ำต้มสุก
หรือน้ำต้มผัก
- ไขมัน
อาจใช้น้ำมันถั่วเหลือง
น้ำมันข้าวโพด
-
- การปั่นผสม
เริ่มปั่นอาหารที่มีความแข็งมากที่สุดก่อน
แล้วจึงเติมอาหารชนิดที่อ่อนนุ่มกว่าลงไปปั่น
แล้วจึงเติมน้ำตาล น้ำมัน
และค่อย ๆ เติมน้ำต้มสุก
ปรับปริมาตรให้ครบตามสูตรที่กำหนดไว้
- ถ้าอาหารมีกากมากเกินไป
เช่น ผัก ควรกรองผ่านกะชอน
หรือผ้ากรองก่อน
- ปั่นผสมเรียบร้อยแล้ว
เก็บอาหารใส่ขวดแล้วปิดฝาเก็บในตู้เย็น
4? C
ขวดที่ใช้ต้องต้มหรือลวกในน้ำเดือดไว้ก่อนแล้วเพื่อฆ่าเชื้อโรค
-
ลักษณะอาหาร ของเหลว
สีน้ำตาลเทา-เหลือง
ไหลผ่านสายอาหารได้ดี
3 สูตรอาหารสำเร็จรูป (commercial formula) อาหารชนิดนี้เป็นอาหารที่มีสูตรเฉพาะ เป็น
ผลิตภัณฑ์จากบริษัทอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ มีมากมายหลายสูตรให้เลือกใช้ตามสภาพความ
เจ็บป่วยและความต้องการของร่างกายในขณะนั้น ๆ สะดวกในการเลือกใช้ของแพทย์ และบางชนิดยังสามารถให้
รับประทานทางปากได้ด้วย ขณะนี้ในท้องตลาดมีจำหน่ายหลายสูตร เช่น Elental, Isocal, Pan-enteral,
Pregestemil, Prosobee, Sustagen เป็นต้น
การกำหนดอาหารสายยางให้แก่ผู้ป่วย แพทย์เจ้าของผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้กำหนด
1. จำนวนพลังงานต่อวัน
2. ปริมาณของอาหารแต่ละวัน
3. จำนวนมื้อและปริมาณที่จะให้ต่อมื้อ
4. กำหนดปริมาณของสารอาหารมาด้วย ถ้าต้องการสารอาหารนอกเหนือหรือต่ำกว่า
สูตรอาหารมาตรฐานที่กำหนดไว้
5. ใช้เป็นอาหารเสริมระหว่างมื้อ โดยแต่งกลิ่น รสให้น่ารับประทานให้ผู้ป่วย
ดื่มระหว่างมื้อหรือหลังอาหารทุกมื้อ
ข้อควรปฏิบัติในการเตรียมสูตรอาหาร การจัดเตรียมสูตรอาหารนั้นไม่ว่าจะเป็นสูตรไหนก็ตาม ควรจะต้อง
คำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ระวังความสะอาดในการเตรียมอาหารทุกครั้ง รวมทั้งภาชนะที่ใช้ทั้งหมด
2. มีการชั่ง-ตวง ส่วนประกอบของอาหารทุกชนิดและแม่นยำ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าผันแปร
ในเรื่องคุณค่าทางโภชนาการน้อยที่สุด
3. การเตรียมสูตรอาหาร จะทำให้ผู้ป่วยแต่ละราย ๆ และทำเฉพาะวันโดยใช้ตลอดวัน เมื่อเตรียม
เสร็จแล้วเก็บเข้าตู้เย็นทันที่ และแบ่งให้ผู้ป่วยเป็นมื้อๆ ตามที่แพทย์สั่ง ข้อควรระวังต้องสังเกตในมื้อสุดท้ายว่า
อาหารผสมนั้นมีกลิ่นหรือสีผิดปกติหรือไม่ เพราะการนำอาหารผสมเข้าออกจากตู้เย็นบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดการ
fermentation ถ้าจะให้ดีควรมีการชิมหรือดมกลิ่นก่อนให้ผู้ป่วยทุกครั้ง
|