บทความที่น่าสนใจ
ข่าวผู้สูงอายุ
“โรคต้อหิน” สาเหตุสูงสุดอันดับ 2 ที่ทำให้ตาบอด
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน ข่าวที่น่าสนใจ ข่าวผู้สูงอายุ |
| “โรคต้อหิน” สาเหตุสูงสุดอันดับ 2 ที่ทำให้ตาบอด |
|
**โรคต้อหินสำคัญที่ตรงไหน ![]() นพ.จอห์น ไธกีเซน นายกสมาคมโรคต้อหินแห่งประเทศเดนมาร์ก และรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยการแพทย์ แห่งโรงพยาบาลโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า โรคต้อหิน นับเป็นภัยมืด ที่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอดอันดับ 2 รองจากโรคต้อกระจก ทั้งนี้ โรคต้อหิน เป็นโรคของดวงตา ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการมีความดันลูกตาสูง (มากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท) ส่งผลให้เกิดการทำลายของเส้นประสาทตา มีผลทำให้ลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ โดยเริ่มต้นจากบริเวณรอบนอกก่อน ทำให้ผู้ที่เป็นโรคยังสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน แต่จะมองไม่เห็นวัตถุ ที่อยู่ทางด้านข้าง และเมื่อเป็นมากขึ้นลานสายตาก็จะค่อยๆ แคบลง และตาบอดไปในที่สุด หากไม่ได้รับ การรักษา สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ อัตราการเกิดของโรคจะสูงขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป นพ.ไธกีเซน แนะนำว่า การไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพดวงตา อย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เพื่อตรวจวัดความดันลูกตา ความสามารถในการมองเห็นของตา ความผิดปกติของประสาทตา อัตราการไหลเข้าออกของของเหลวในตา และการตรวจการทำงานของจอตา จะช่วยให้สามารถป้องกันการเกิดโรคต้อหินรวมถึงโรคอื่นๆ เกี่ยวกับดวงตาได้ดีที่สุด หรือหากตรวจพบความผิดปกต ิก็ช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที จากสถิติปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคต้อหินทั่วโลก ถึง 70 ล้านคน โดยเกือบ 10% ของผู้ป่วยหรือประมาณ 6.7 ล้านคน ต้องตาบอด หรือสูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง ในประเทศไทยมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคประมาณ 2.5-3.8% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยประมาณ 1.7-2.4 ล้านคน พญ.อรนุช อรุณทัต ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่าของไฟเซอร์ เสริมว่า โรคต้อหินแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โรคต้อหินชนิดมุมเปิด (Open-angle glaucoma) และโรคต้อหินชนิดมุมปิด (Angle-closure glaucoma) โดย “โรคต้อหินชนิดมุมเปิด” คือ ต้อหินชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากความดันภายในลูกตาสูง จากการตีบ หรืออุดตันที่รูระบายขนาดเล็ก ความดันจะเพิ่มสูงขึ้นช้าๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงทำลายเส้นประสาทตาทีละน้อยจนในที่สุดทำให้สูญเสีย การมองเห็นได้ สำหรับ “โรคต้อหินชนิดมุมปิด” พบได้บ่อยพอสมควรในคนเอเชียรวมถึงคนไทยเรา เกิดจากการที่มุมของช่องด้านหน้าลูกตาจะปิดแคบลงอย่างมาก จากการที่มีเนื้อเยื่อม่านตา ไปบังบริเวณเนื้อเยื่อที่ช่วยในการไหลออกของของเหลว ไปยังรูระบาย ในกรณีที่ระดับความดันภายในลูกตา เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีอาการอย่างฉับพลัน คือ รู้สึกปวดตา หรือบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะด้านเดียว ร่วมด้วย เกิดตามัวเป็นบางครั้ง อาจมองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ จากนั้นจะรู้สึกมืดลง จนบางรายอาจตาบอดภายในเวลาอันรวดเร็ว หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที” ขณะที่ทูน หิรัญทรัพย์ เปิดเผยว่า โดยปกติโรคต้อหินจะไม่แสดงสัญญาณหรืออาการบ่งชี้ใดๆ ในช่วงแรก ทำให้คนส่วนใหญ่รวมถึงตัวผมเอง กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคต้อหิน เส้นประสาทตาก็ถูกทำลายไปแล้วกว่า 40% จึงอยากแนะนำให้ทุกๆ คนเห็นความสำคัญในการไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ เพราะสายตาที่เสียไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับคืนมาดีดังเดิมได้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ผู้ที่เคยผ่าตัดหรือได้รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา รวมถึงผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นต้อหิน ทูน หิรัญทรัพย์ ![]() **แนะวิธีป้องกัน-รักษา นพ.ไธกีเซน กล่าวด้วยว่า การรักษาโรคต้อหิน คือ การลดความดันภายในลูกตา ซึ่งจะช่วยลดการทำลายเส้นประสาทตา แต่ไม่สามารถทำให้เส้นประสาทตาที่สูญเสียไปแล้วกลับมามองเห็นดังเดิมได้” “การรักษาโรคต้อหินมี 3 วิธีหลักๆ คือ 1.การรักษาด้วยยา ซึ่งมีทั้งชนิดหยอดและชนิดรับประทาน ซึ่งจะออกฤทธิ์ใน 2 ลักษณะ คือ ช่วยลดความดันลูกตา โดยไปลดการสร้างของเหลวในลูกตา หรือช่วยเพิ่มอัตราการไหลของของเหลวนี้ออกจากตา 2.การฉายเลเซอร์ และ 3.การผ่าตัด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะและสาเหตุของโรค ปัจจุบันการใช้ยารักษาต้อหินซึ่งเป็นยาหยอดตาเป็นวิธีที่ได้ผลดีและนิยมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม จักษุแพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนยาเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม ดังนั้น หัวใจสำคัญในการรักษา คือ ความสม่ำเสมอในการพบแพทย์ และความต่อเนื่องในการใช้ยา” นพ.ไธกีเซน กล่าว ด้าน พญ.อรนุช กล่าวว่า จากการศึกษาล่าสุดโดยไฟเซอร์ อิงค์ ร่วมกับสมาคมโรคต้อหินโลก (World Glaucoma Association - WGA) และสมาคมผู้ป่วยโรคต้อหินโลก (World Glaucoma Patient Association - WGPA) ซึ่งสำรวจประชากรอายุ 40 ปีขึ้นไป จำนวน 4,352 คน ใน 7 ประเทศ ได้แก่ บราซิล ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น สเปน อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา พบว่า แม้กลุ่มสำรวจกล่าวว่ากลัวการตาบอดมากกว่าการเป็นโรคหัวใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ โรคต้อหินอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ “เราอยากให้ประชาชนทั่วไปหันมาใส่ใจสุขภาพดวงตากันมากยิ่งขึ้น และเห็นถึงความสำคัญในการไปพบ จักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็คดวงตาสม่ำเสมอ เพื่อป้องกัน หรือสามารถตรวจพบและรักษาโรคนี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้สายเกินไป” พญ.อรนุช กล่าว โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ธันวาคม 2550 16:57 น.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|