|
ความเครียดในผู้ดูแล (ตอนที่ 1) |
ความเครียดนั้นสำคัญอย่างไร
การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่บ้าน ผู้ดูแลต้องใช้พลังและทุ่มเทเวลาให้อย่างต่อเนื่อง และยาวนานเพราะภาระกิจในการดูแลผู้ป่วยนั้น ต้องทำด้วยความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความ เจ็บป่วย หรือโรคเรื้อรังนั้นๆ รวมทั้งต้องใช้ทักษะความชำนาญหลายด้าน เช่น การดูดเสมหะ การทำแผล ที่เกิดจากการกดทับ การสื่อสารกับผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ตลอดจน การจัดการกับภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น กับผู้ป่วยเวลาใดก็ได้ เช่น อาการช็อกจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกิน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดความเหนื่อยล้า คับข้องใจ และความเครียดตามมาได้ ความเครียดนั้น เป็นผลกระทบด้านลบ จากการดูแลที่ต้องให้ความสนใจปัญหาหนึ่ง เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ผู้ดูแล เสียสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ เกิดปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม และการใช้กลไกป้องกันตนเอง เพื่อทำให้ความเครียดนั้นลดลง ถ้าสำเร็จก็เป็นผลดี หมายถึง ผู้ดูแลได้กลับสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าไม่สำเร็จจะเกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่
ความเครียดของผู้ดูแลเกิดได้อย่างไร
จากผลการศึกษาวิจัยของนักวิชาการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า ความเครียดที่เกิดขึ้น กับผู้ดูแลนั้นมีสาเหตุหลากหลายประการ ดังรายละเอียดที่นำเสนอต่อไปนี้ (ศรีรัตน์ คุ้มสิน, 2546; รุจา ภู่ไพบูลย์, 2537; Subgranon & Lund, 2000)
1. มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและกิจวัตรประจำวันของครอบครัว การที่ครอบครัวหนึ่งต้องดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่อยู่ในภาวะต้องพึ่งพาผู้อื่นนั้น ทั้งผู้ดูแลและ/หรือสมาชิกในครอบครัว ต้องถูกแบ่งเวลาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม กล่าวคือ ผู้ดูแลจำเป็นต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยแทนที่จะเป็นเวลาของตนเองทั้งหมด และถ้าผู้ดูแลคนนั้นมีครอบครัวของตัวเองจะทำให้เวลาที่เคยให้ครอบครัวถูกลดทอนลงไป อาจต้องปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหาร ที่เคยพร้อมหน้าทั้งครอบครัว อาจทำไม่ได้เพราะต้องอยู่กับผู้ป่วย มีผลทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ได้รับความสนใจน้อยลง ต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น แบ่งห้องพักให้ผู้ป่วยเฉพาะเพื่อความสะดวกในการดูแล หรือจำกัดการส่งเสียงดังที่รบกวนผู้ป่วยในครอบครัว เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ล้วนรบกวนต่อวิถีชีวิตและการปฏิบัติกิจวัตรทั้งของผู้ดูแลและครอบครัวทั้งสิ้น
2. ผู้ดูแลขาดความเข้าใจและมั่นใจในการดูแล ในการดูแลผู้ป่วยนั้นผู้ดูแลมักเกิดความไม่แน่ใจในสิ่งที่ทำให้กับผู้ป่วยเนื่องจากขาดความรู้ที่ลึกซึ้งพอที่จะบอกได้ว่าควรหรือไม่ควรทำสิ่งใดให้ผู้ป่วย สิ่งไหนทำไปแล้วจะก่อให้เกิดผลเสียหรืออันตรายแก่ผู้ป่วยได้ ความรู้สึกไม่แน่ใจนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญของความเครียด ทำให้ผู้ดูแลเกิดความคับข้องใจไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร หากผู้ดูแลไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นความรู้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง และเพียงพอแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสิ่งยากลำบากในการปฏิบัติ ความเครียดยิ่งเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ
3. สภาพอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า พฤติกรรมของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่ก่อให้เกิดความเครียดแก่ผู้ดูแล มี 2 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านร่างกายและพฤติกรรมด้านจิตใจและอารมณ์
3.1 พฤติกรรมด้านร่างกาย ได้แก่ ปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร และการดื่มน้ำ การกลืนยาลำบาก การพูดลำบาก สำลัก อาการปวด ชัก ความรู้สึกอ่อนแรง ท้องผูก ท้องร่วง
3.2 พฤติกรรมด้านจิตใจและอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีพฤติกรรมแบบเด็กๆ สับสน ร้องขอความช่วยเหลือตลอดเวลา
4. ปริมาณงานมากเกินไป เกิดจากการที่ผู้ดูแลต้องทำหน้าที่หลายบทบาทในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ต้องทำหน้าที่บุตรในการดูแลบิดาหรือมารดาที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องทำหน้าที่แม่ดูแลบุตรและหน้าที่ภรรยาในขณะเดียวกัน บางครั้งความต้องการของสมาชิกแต่ละคนไม่สอดคล้องกันทำให้ผู้ดูแลต้องมีภารกิจมาตลอดทั้งวันเพื่อพยายามสนองความต้องการของสมาชิกแต่ละคน ทำให้ผู้ ดูแลเกิดความเครียดตามมา
5. สุขภาพของผู้ดูแลไม่ดี บางกรณี พบว่า ผู้ดูแลมีสุขภาพไม่ดี แต่ต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวด้วยเหตุผลความจำเป็นหลายประการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ผู้ดูแลไม่สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้เพียงพอ ความเจ็บป่วยก็ยังคงมีอยู่ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของความเครียดของผู้ดูแล
6. ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือความเจ็บป่วยเรื้อรังล้วนทำให้ครอบครัวต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ถ้าครอบครัวนั้นไม่มีเงินออมไว้ใช้เวลาเจ็บป่วยย่อมมีผลกระทบต่อรายจ่ายในครอบครัว ก่อให้เกิดความเครียดได้ เช่นเดียวกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วารี กังใจ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
เอกสารอ้างอิง
ศรีรัตน์ คุ้มสิน. (2546). ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อการรับรู้พลังอำนาจและระดับความเครียดของผู้ ดูแลผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอ. วิทยานิพนธ์หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้สูงอายุ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา
รุจา ภู่ไพบูลย์. (2537). การดูแลสุขภาพที่บ้าน:แนวคิดพื้นฐานสำหรับอนาคต. วารสารพยาบาล,43(4), 210-217.
Subgranon, R., & Lund, D.A. (2000). Maintaining caregiving at home: A Culturally sensitive grounded theory of providing care in Thailand. Journal of Transcultural Nursing, 11(3), 166-173.
{snippet 3}
{snippet 10}
|