S5 User Choice
July 30, 2010
ศูนย์พยาบาล 24 ชั่วโมง คลิกดูรายละเอียดสายใยสัมพันธ์เนอร์สซิ่งโฮมแกรนนี่แคร์ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ณัฐจรรยา เนอสซิ่งโฮม
You are here:  Home arrow บทความที่น่าสนใจ arrow โรคผู้สูงอายุ arrow รู้จักโรค"ต้อหิน" arrow บทความที่น่าสนใจ arrow โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก 
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก

รู้จักโรค"ต้อหิน"
Digg!

Rating 3.7/5 (3 votes)

glaucoma_graphic.jpgต้อหิน เป็นโรคที่ความดันในลูกตาสูงมากผิดปกติ
    ภายในลูกตามีการสร้างของเหลวอยู่ตลอดเวลา ของเหลวนี้จะระบายออกทางช่องเล็กในส่วนหน้าของลูกตา การสร้างและการระบายจะอยู่ในสภาพสมดุล ทำให้ความดันภายในลูกตาคงที่

หากมีการอุดกั้น ทำให้ของเหลว ระบายออกไม่สะดวก จากเหตุใดๆ ก็ตาม จะเกิดการคั่งของ ของเหลว ทำให้ความดัน ภายในลูกตาสูงขึ้นมาก เกิดอาการปวดลูกตา และศีรษะซีกนั้นอย่างรุนแรง ความดันยังกดประสาทตา และจอตาให้ฝ่อเสื่อม ทำให้ลานสายตาแคบลง จนเหลือคล้ายดูภาพผ่านรูกระบอก และสายตาก็พร่ามัวลงจนบอดสนิทในที่สุด 

      อาการ
    1. อาการแบบเฉียบพลัน ปวดลูกตาและศีรษะซีกนั้นอย่างรุนแรง ไม่สามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดธรรมดา ตาแดง น้ำตาไหล กลัวแสง สายตาพร่ามัว อาจมองหลอดไฟฟ้าที่ส่องสว่างอยู่เห็นเป็นสีรุ้งรอบๆ หลอดไฟ
    สาเหตุ อาจเกิดจากการใช้ยาหยอดตาประเภทสเตียรอยด์ การอักเสบภายในลูกตา หรือเกิดภายหลังการกระทบกระเทือนลูกตาอย่างแรง
    ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจตาบอดถาวรได้ภายในเวลารวดเร็ว
    2. อาการแบบเรื้อรัง อาจมีเพียงเคืองตาหรือปวดกระบอกตา ปวดศีรษะข้างที่เป็นเป็นครั้งคราว อาการไม่รุนแรงและไม่ชัดเจน ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลงและสายตาพร่ามัวอย่างช้าๆ จนบอดในที่สุด จะทราบได้ว่าเป็นโรคนี้ก็ต่อเมื่อให้จักษุแพทย์ตรวจลานสายตาและวัดความดันในลูกตา
    สาเหตุมักเกิดจากวัยชรา ทำให้รูระบายตีบแคบลงจากความเสื่อม

สาเหตุ

ต้อหินนั้นเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น

        1. เกิดจากการใช้ยาหยอดตา ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ผสมอยู่ เช่น บางคนเป็นต้อลม ต้อเนื้อหรือคันตา บางทีไปซื้อยามาใช้เอง ถ้าเป็นยาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและเกิดเป็นต้อหินได้ หรือบางคนไปพบจักษุแพทย์ด้วยเรื่องต้อลม ต้อเนื้อ พอจักษุแพทย์จ่ายยาให้ก็เก็บตัวอย่างยาไว้ คราวหลังเป็นขึ้นมาอีกก็เอาตัวอย่างยานี้ไปซื้อมาใช้เอง ใช้ไปนานๆ ก็เกิดต้อหินขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปซื้อยาหยอดตามาใช้เอง ควรให้จักษุแพทย์ตรวจจะดีกว่า

        2. อุบัติเหตุ เช่น ตีแบด หรือตีเทนนิสแล้วลูกกระแทกใส่ตา ทำให้เกิดแผลขึ้นภายในลูกตาบริเวณรูระบายน้ำภายในลูกตา ซึ่งจะทำให้น้ำภายในลูกตาระบายออกสู่ภายนอกไม่ได้ ก่อให้เกิดความดันตาสูงขึ้นทำให้เกิดเป็นต้อหินได้

        เนื่องจากลูกตาเราจะเป็นลูกกลมๆ ภายในตาจะมีน้ำอยู่ 2 ส่วน ส่วนหน้าต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสๆ ไม่เหนียวจะเรียกว่าน้ำหน้าเลนส์ตา ส่วนหลังต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสที่เหนียวหนืด จะเรียกว่า น้ำวุ้นตา ทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อให้ลูกตาเราคงตัวอยู่เป็นทรงกลมอยู่ได้เหมือนลูกบอล ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้ ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้ ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา ถ้าถูกสร้างและระบายออกด้วยปริมาณที่เท่าๆ กัน ความดันภายในลูกตาก็จะคงที่ ถ้าสร้างด้วยอัตราเดิม แต่ระบายออกได้น้อยลงก็จะทำให้ความดันตาสูงขึ้น อุบัติเหตุตาโดนกระแทกก็จะเกิดแผลเป็นตรงรูระบายน้ำภายในตา ทำให้การระบายออกของน้ำในลูกตาลดลง ทำให้ความดันตาสูงขึ้น

        3. ภาวะอักเสบภายในลูกตา หรือที่จักษุแพทย์เรียกว่า ม่านตาอักเสบ ซึ่งโรคนี้ช่วงมีการอักเสบ จะมีปฏิกิริยาภายในน้ำหนาเลนส์ตา ทำให้มีโปรตีนหรือเม็ดเลือดขาวลอยไปอุดรูระบายของน้ำภายในลูกตา ก่อให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้ บางครั้งภาวะต้อหินที่เกิดจากม่านตาอักเสบ อาจเกิดจากยาที่ใช้ในการรักษาเสียเอง เนื่องจากโรคม่านตาอักเสบนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุและยาที่เป็นหลักใหญ่ ของการรักษากลุ่มโรคม่านตาอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุมักเป็นยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งบางครั้งอาจต้องให้ไปในรูปแบบของยารับประทาน หรือฉีดเข้าไปในบริเวณรอบๆ ลูกตาให้ตัวยาซึมเข้าลูกตาอย่างช้าๆ ดังนั้นการรักษาโดยการใช้สเตียรอยด์ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้เกิดความดันตาสูงขึ้นได้

        4. จากสาเหตุอื่นๆ เช่น ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานและไม่เคยได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ ในบั้นปลายจะเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งในระยะท้ายๆ ของโรคนี้จะมีเส้นเลือดเกิดใหม่ที่ม่านตา และทำให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา กรณีนี้เรียกว่า ภาวะต้อหินชนิดที่มีเส้นเลือดใหม่บริเวณม่านตา ซึ่งจะรักษายากสุดในต้อหินทั้งหมด ในบางคนอาจรักษาได้แค่บรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่สายตาไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้อ่านที่เป็นเบาหวานไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่ามีเบาหวานขึ้นบนจอตาหรือไม่ โดยให้ถือตามเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้

                1. ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่มีอายุไม่ถึง 30 ปี ให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา ภายในระยะเวลา 5 ปีภายหลังจากที่ตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวาน
                2. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอายุเกิน 30 ปี หรือผู้ป่วยหญิงที่ตั้งครรภ์ ขอให้หาเวลาว่างไปพบจักษุแพทย์สักครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา
                ทั้งนี้การตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา จักษุแพทย์จะทำการขยายม่านตาเพื่อดูบริเวณจอประสาทตา หลังจากตรวจเสร็จแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวจากการขยายม่านตาประมาณ 6 ชั่วโมง ดังนั้นจึงควรพาญาติไปด้วย เพื่อช่วยพากลับหลังจากตรวจเสร็จแล้ว

    นอกจากนี้ต้อหินยังอาจเกิดจากต้อกระจกที่สุกแล้วทำให้เลนส์ตาที่สุกเกิดการบวมน้ำขึ้นไปอุดรูระบายน้ำภายในลูกตา ภาวะนี้ก่อให้เกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน คนไข้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดตามาก ตาแดง และเมื่อตรวจจะพบต้อกระจกที่สุกแล้วเกิดบวมน้ำขึ้น วิธีการรักษาในภาวะแบบนี้คือการลดความดันตาลง และทำการผ่าตัดต้อกระจกที่สุกแล้วออก กรณีเช่นนี้แม้จะพบอยู่บ้างแต่ก็มีไม่มาก

    อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นต้อหินก็คือ เกิดเองโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่จะพบว่าเป็นในกลุ่มคนที่มีประวัติเหล่านี้คือ

            1. ประวัติครอบครัว ถ้ามีประวัติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคต้อหินมากว่าคนอื่นๆ ทั่วไป
            2. อายุที่มากขึ้น พบว่าโรคนี้มีอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นตามอายุ ในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสพบต้อหินร้อยละ 1.5 ส่วนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสพบต้อหินร้อยละ 3
            3. เชื้อชาติ พบโอกาสเกิดโรคต้อหินในคนผิวดำจะมากกว่าในคนผิวขาวประมาณ 3 เท่า
            4. สายตา พบว่าสายตาสั้นจะมีโอกาสเกิดต้อหินชนิดมุมเปิดสูง ส่วนสายตายาวจะมีโอกาสเกิดต้อหินชนิดมุมปิดสูง
            5. ค่าความดันตา พบว่าคนที่มีความดันตาเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมากกว่าคนที่มีความดันต่ำกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท


    ต้อหินชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ มีกี่ชนิด

            ต้อหินที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน แบ่งออกเป็นหลายชนิดขึ้นกับวิธีการแบ่ง เช่น จักษุแพทย์บางคนแบ่งออกเป็น ต้อหินชนิดความดันตาต่ำกับต้อหินชนิดความดันตาสูง ถึงตอนนี้ขออธิบายถึงต้อหินชนิดความดันตาต่ำหน่อยนะครับ โรคนี้ภาษาอังกฤษจะเรียกเป็น low tension glaucoma หรือ normal tension glaucoma ในสมัยก่อน การวินิจฉัยโรคต้อหินจะคิดว่าเป็นจากความดันตาที่สูงอย่างเดียว แต่ในระยะหลังจะพบว่ามีคนไข้บางคนมีทุกอย่างเหมือนโรคต้อหิน เพียงแต่ความดันตาไม่เคยสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท สักครั้งเดียว วัดกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่สูง โรคนี้พบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น ยังไม่มีคำอธิบายสาเหตุการเกิด และการรักษาจะค่อนข้างยากกว่าต้อหินชนิดความดันตาสูง ซึ่งเราพอจะคำนวณได้ว่าจะลดความดันตาผู้ป่วย ให้ลงมาอยู่ระดับใดจึงจะปลอดภัยต่อคนไข้ แต่โรคนี้บางครั้งวัดความดันได้แค่ 10 มิลลิเมตรปรอทเอง แต่คนไข้ก็มีการถูกทำลายของเส้นประสาทตาต่อไปเรื่อยๆ

            ต่อมาคือ โรคต้อหินชนิดความดันตาสูง ก็คือ ความดันตาสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ต้อหินมุมตาเปิดกับต้อหินมุมตาปิด คำว่าเปิดหรือปิดจักษุแพทย์จะใช้เลนส์พิเศษดูว่า เห็นรูระบายน้ำภายในลูกตาหรือไม่ ถ้าเห็นก็เรียกว่าเป็นมุมตาเปิด ถ้าไม่เห็นก็เรียกว่ามุมตาปิด ที่ต้องแบ่งเป็นมุมตาเปิดหรือปิด เพราะว่ามุมตาเปิดเราอาจจะรักษาโดยการใช้ยาได้อาจจะเป็นยาหยอดหรือยากิน ส่วนต้อหินชนิดมุมตาปิด เรามักจะใช้วิธีอื่นร่วมกับการใช้ยา เช่น การผ่าตัด หรือ เลเซอร์ ขึ้นกับว่ามุมตาปิดมากน้อยแค่ไหน และปิดแน่นแค่ไหน ในบางกรณีมุมตาปิดมาไม่นานเราอาจจะใช้เลเซอร์ยิงเพื่อให้มุมตาเปิดกว้างยิ่งขึ้นได้  

การรักษา
    การรักษาอาการแบบเฉียบพลัน มักใช้การผ่าตัดหรือร่วมกับการใช้ยาหยอดและยารับประทาน
    การรักษาอาการแบบเรื้อรัง ใช้ยารับประทานแต่ มักต้องรับประทานตลอดชีวิต
    ปัจจุบันมีการใช้แสงเลเซอร์รักษาต้อหินทั้งในแบบอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง

การป้องกัน

       1. ผู้ที่มีอาการปวดตาและศีรษะพร้อมกันอย่างรุนแรงควรไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด
       2. ไม่ควรซื้อยาหยอดตามาหยอดเองเป็นเวลานานๆ
       3. ผู้ที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไปควรตรวจวัดความดันลูกตาปีละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง สูงต่อการเป็นต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีต้อหินเป็นกรรมพันธุ์ในครอบครัว โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง ผู้ที่มีปานแดงหรือปานดำบนใบหน้า และผู้ที่เคยถูกกระทบกระเทือนบริเวณตาอย่างแรง เพราะต้อหินที่ค่อยๆ ทำลายประสาทตาไปแล้ว การรักษาจะทำให้ไม่เป็นมากขึ้นเท่านั้นแต่ไม่กลับดีเท่าเดิม

ความคิดเห็น
เพิ่มข้อความใหม่ ค้นหา
ปภัสสรา เพิ่มสกุล  - โรคต่อหินอย่าละเอียด   |183.88.56.xxx |2010-03-31 11:13:34
การใช้เลเชอร์ในการรักษาต่อหินเปอร์เซ็นในการหายมีกี่เปอร์เซ็นและขณะในการรัษาเจ็บไหม
และเวลาหยอดตายาที่หยอดไปทำไมตาถึงแดง
ingknow   |118.172.28.xxx |2010-03-31 15:35:38
ต้อหินเป็นโรคเรื้อรังที่มักจะอยู่คู่กับคนที่เป็นไปตลอดชีวิต คล้ายๆ กับโรคเบาหวานที่จะต้องคอยควบคุมและดูแลอย่างถูกต้อง ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคต้อหินส่วนใหญ่สามารถรักษาสายตาไว้ได้เป็นเวลานาน และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และติดตามผลการรักษาเป็นระยะๆ

หลักการรักษาต้อหินในปัจจุบัน เป็นการลดความดันภายในลูกตา เนื่องจากภาวะความดันในลูกตาสูงนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยงเพียงอย่างเดียวที่สามารถควบคุมได้ ผลจากการศึกษาวิจัยจำนวนมากพบว่า การลดความดันในลูกตา
จะช่วยป้องกันไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม แม้ว่าการรักษาต้อหินนั้นจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
ไม่สามารถทำให้ประสาทตาที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้ แต่การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมสามารถหยุดยั้ง
การทำลายประสาทตาที่เหลืออยู่ได้ และที่สำคัญช่วยไม่ให้ตาบอด

วิธีรักษาต้อหิน

การลดความดันในลูกตานั้นมี 3 วิธีหลักๆ คือ การใช้ยาลดความดันตา การรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัด
โดยทั่วไปการรักษาต้อหินนั้น ต้องพยายามควบคุมด้วยยาให้ได้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันตา เมื่อควบคุมด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่ได้ แล้วจึงพิจารณาการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับ ชนิดของต้อหิน ความรุนแรงของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย รวมทั้งโรคประจำตัวของผู้ป่วยแต่ละรายที่อาจแตกต่างกันไป
การรักษาด้วยยา

การรักษาโรคต้อหินด้วยยาลดความดันตา ถือเป็นการรักษามาตราฐานเริ่มต้นสำหรับผู้ป่วยทุกราย ปัจจุบันนิยมเลือกใช้ยาหยอดตาในกลุ่มพรอสตาแกลนดินเป็นยาตัวแรกในการรักษา หลังจากติดตามผลระยะหนึ่งแล้ว อาจพิจารณาลดขนาดยา หรือปรับเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นๆ กลุ่มอื่นๆ หรือพิจารณาใช้ยาร่วมกันมากกว่าหนึ่งชนิด ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยระยะหลัง พบว่าผล
การรักษาด้วยยามากกว่าหนึ่งชนิดดีกว่าผลการรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียว
ความก้าวหน้าของยาที่ใช้รักษาโรคต้อหินมีเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่เดิมมีเพียงยาหยอดตา 5-6 ชนิด ปัจจุบันมียาหยอดตารักษาต้อหิน 14 ชนิด นอกจากจะมียาหยอดตาแล้ว ยังมียากิน ยาเม็ด ยาน้ำที่ช่วยลดความดันตาได้ เนื่องจากยาที่ใช้รักษาต้อหินมีมากมาย ถ้ามีปัญหาในการใช้ยา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที แพทย์อาจพิจารณาปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนยาเป็นชนิดอื่นๆ ได้
การใช้ยาต้องใช้ต่อเนื่องทุกวัน ถ้าหยุดยา ความดันตาจะเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาอาจเกิดขึ้นกับยาบางชนิดที่ต้องใช้หยอดวันละหลายครั้ง อย่างไรก็ตามพบว่าส่วนใหญ่แล้ว คนไข้มักจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ยาที่ใช้รักษาต้อหินออกฤทธิ์ลดความดันในลูกตา โดยกลไกหลักสองประการ ประการแรกโดยการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และประการที่สองโดยลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา
การหยอดตาต้องทำให้ถูกวิธีตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบทุกครั้งว่าท่านมีโรคประจำตัวหรือไม่ ใช้ยาอะไรประจำอยู่หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกใช้ยาชนิดใดหรือกลุ่มใด
ยากระตุ้นอัลฟา

ยากระตุ้นอัลฟา หมายถึง ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาธิติก โดยจับกับตัวรับอัลฟา ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ alpha-adrenergic agonists, adrenergic agonists, alpha 2-adrenergic agonists ตัวอย่างยากระตุ้นอัลฟา เช่น apraclonidine (Iopidine), brimonidine (Alphagan)
ยากระตุ้นอัลฟาออกฤทธิ์ลดความดันตา โดยลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และมีฤทธิ์ระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา จากการกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ขยายรูม่านตา และยังสามารถระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกทาง uveoscleral pathway ได้อีกด้วย


การนำยากระตุ้นอัลฟามาใช้รักษาโรคต้อหิน นิยมใช้ชนิดรูปแบบที่เป็นยาหยอดตา
ยากระตุ้นอัลฟา นิยมใช้ก่อนการผ่าตัดต้อหิน และอาจใช้เป็นยาตัวแรกในการรักษาต้อหิน โดยพิจารณาใช้ร่วมกับยาต้านเบต้า หรือยาชนิดอื่นๆที่เป็นยามาตราฐานในการรักษาโรคต้อหิน ยากระตุ้นอัลฟาเป็นยาที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยโรคหอบหืด นอกจากนี้ยังพบว่ายากระตุ้นอัลฟามีคุณสมบัติที่ดีในการป้องกันอันตรายต่อเซลล์ประสาทอีกประการหนึ่ง
brimonidine (Alphagan) ใช้ได้ผลดีในการรักษาระยะยาว ส่วน apraclonidine (Iopidine) นิยมใช้รักษาช่วงสั้นๆ
อาจพบผลข้างเคียง ได้แก่ ปากแห้ง ลิ้นรับรสเปลี่ยนแปลง ตาแดง คันตา ตาบวม โพรงจมูกแห้ง และ
ปฏิกิริยาแพ้ยา
ยาต้านเบต้า

ยาต้านเบต้า หมายถึง ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งระบบประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาธิติก โดยยับยั้งตัวรับเบต้า
ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ beta-blockers, beta adrenoceptor blockers ยาต้านเบต้า แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจง nonselective และ ชนิดออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจง selective beta-blockers
ยาต้านเบต้าชนิดออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจง หรือที่เรียกว่า nonselective adrenoceptor beta-blockers ได้แก่ Timolol (Timoptic, Betimol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้กันมานานแล้ว ส่วนยาต้านเบต้าชนิดออกฤทธิ์ไม่จำเพาะเจาะจงรุ่นใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า newer nonselective drugs ได้แก่ levobunolol (Betagan), carteolol (Ocupress) และ metipranolol (OptiPranolol)

ยาต้านเบต้าชนิดออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจง หรือที่เรียกว่า selective beta1-adrenoceptor blockers ได้แก่ betaxolol (Betoptic) และ levobetaxolol (Betaxon)



ยาต้านเบต้าออกฤทธิ์ลดความดันตา โดยทำให้การผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาลดน้อยลง
การนำยาต้านเบต้ามาใช้รักษาโรคต้อหิน นิยมใช้ชนิดยาหยอดตา ยาต้านเบต้าชนิดหยอดตาเป็นยารักษาต้อหินที่ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่ง
เมื่อใช้ยาต้านเบต้าชนิดหยอดตา พบว่าตัวยาส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกดูดซึมเข้าไปในกระจกตา ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง เมื่อยล้าอ่อนเพลีย ซึมเศร้าหดหู่ กระวนกระวาย คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง และการหายใจ
ติดขัด
กรณีผู้ป่วยโรคหอบหืด อาจทำให้อาการกำเริบได้
ไม่ควรใช้ยาต้านเบต้า ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้เนื่องจากผลข้างเคียงของยาจะคล้ายกับอาการที่เกิดจากภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจบดบังอาการของภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้
ไม่ควรใช้ร่วมกับยารักษาโรคหัวใจ เช่น oral beta-blockers, calcium-channel blockers, quinidine เนื่องจากจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาชนิดเสริมเพิ่มฤทธิ์
การเปลี่ยนยาต้อหินชนิดอื่นๆมาเป็นยาต้านเบต้า จะทำให้ความดันในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างทันทีทันใด
จึงควรตรวจเช็คความดันตาหลังจากหยุดยาชนิดแรกแล้ว
ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส

ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส เรียกว่า carbonic anhydrase inhibitors (CAIs) ได้แก่ dorzolamide (Trusopt), brinzolamide (Azopt), acetazolamide (Diamox), methazolamide (Neptazane), dichlorphenamide (Daranide)


ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์คาร์บอนิก
แอนฮัยเดรสที่เซลล์เยื่อบุชนิด non-pigmented ciliary epithelium ทำให้การผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาลดน้อยลง
ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส สามารถลดความดันในลูกตาได้ถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ยังมีผลเพิ่มปริมาณเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงจอประสาทตาและเส้นประสาทตาอีกด้วย ในขณะที่กลุ่มยาต้านเบต้าไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้
ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส นำมาใช้รักษาโรคต้อหินสองรูปแบบ ทั้งชนิดยาหยอดตาและชนิดรับประทาน
ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรสชนิดรับประทาน พิจารณาใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาไม่ได้ผล หรือ
อาจใช้ร่วมกับยาลดความดันตาชนิดอื่นๆ ได้ผลดีเช่นกัน จัดเป็นยาที่ใช้บ่อยพอสมควร โดยให้รับประทานพร้อมอาหารเพื่อลดอาการข้างเคียงของยา ข้อดีของยานี้อีกประการหนึ่ง คือสามารถใช้เป็นยาเพียงตัวเดียวได้ ในรายที่มีข้อห้ามใช้ยาต้านเบต้า หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อยา pilocarpine
ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส ชนิดยาหยอดตา ได้แก่ dorzolamide (Trusopt) และ brinzolamide (Azopt)

ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส ชนิดรับประทาน ได้แก่ acetazolamide (Diamox), methazolamide (Neptazane) และ dichlorphenamide (Daranide)

ผลข้างเคียง ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย อาการชาบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ผื่น อาการซึมเศร้าหดหู่ อ่อนแรง
นิ่วในไต ปวดท้อง รับรสผิดปกติ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ และน้ำหนักลด อาการข้างเคียงเกิดขึ้นกับ
การใช้ยาชนิดรับประทานมากกว่า
ห้ามใช้ยาต้านเอนไซม์คาร์บอนิกแอนฮัยเดรส ในผู้ที่แพ้ยาซัลฟา ควรเลี่ยงไปใช้ยากลุ่มอื่นแทน ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเลือดบางชนิด ผู้ป่วยที่การทำงานของไตบกพร่อง และผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดกระจกตา
ยาอิปิเนฟริน

ยาอิปิเนฟริน หมายถึง ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งระบบประสาทอัตโนมัติชนิดพาราซิมพาธิติก ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ epinephrine compounds, older anticholinergics, epinephrine and derivatives
ออกฤทธิ์ลดความดันในลูกตาโดยเพิ่มการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา
สำหรับยาอิปิเนฟรินชนิดยาหยอดตา ปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้กันแล้ว เนื่องจากใช้ยากและผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ต่อมา
ภายหลังได้มีการพัฒนายาใหม่ ชื่อ propine (Dipivefrin)
ตัวยาเป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์ในทันที แต่จะเปลี่ยนเป็นสารที่ออกฤทธิ์โดยเอนไซม์ที่อยู่ในกระจกตา ตัวยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในขนาดยาที่น้อย และก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อย
ยาหดรูม่านตา

ยาหดรูม่านตา หมายถึง ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งระบบประสาทอัตโนมัติชนิดพาราซิมพาธิติก ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียก
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ miotics, cholinergic agonists, anticholinesterase miotics ตัวอย่างยาหดรูม่านตา ได้แก่ pilocarpine (Pilocar, Adsorbocarpine, Almocarpine, Isoptocarpine, Ocusert), Demecarium (Humorsol), isoflurophate (Floropryl), echothiophate (Phospholine)


ยาหดรูม่านตาออกฤทธิ์โดยทำให้ม่านตาถูกดึงออกห่างจากมุมระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ส่งผลให้สามารถระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้มากขึ้น ช่วยลดความดันในลูกตาในบริเวณด้านหน้าของลูกตา
ยาหดรูม่านตาที่นำมาใช้รักษาโรคต้อหินเป็นชนิดยาหยอดตา
ยาหดรูม่านตา pilocarpine (Pilocar, Adsorbocarpine, Almocarpine, Isoptocarpine, Ocusert) เป็น
ยาที่ใช้รักษาโรคต้อหินอย่างแพร่หลายก่อนที่จะมีการนำยาต้านเบต้าชนิดหยอดตา timolol มาใช้
การใช้ยา timolol หรือ latanoprost ร่วมกับ pilocarpine ได้ผลดีกว่าการใช้ยาเพียงตัวเดียว
pilocarpine มีข้อเสียตรงที่ต้องใช้วันละหลายครั้ง เนื่องจากตัวยาถูกกำจัดออกจากร่างกายในเวลาอัน
รวดเร็ว จึงอาจทำให้การใช้ยาให้สม่ำเสมอค่อนข้างยากสำหรับผู้ป่วยบางคน
ยาหดรูม่านตาชนิดออกฤทธิ์นาน เช่น demecarium (Humorsol), isoflurophate (Floropryl), echothiophate (Phospholine) จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า anticholinesterase miotics ซึ่งเป็นยาที่ใช้ยาก อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ปัจจุบันไม่ได้รับความนิยมแล้ว
ผลข้างเคียง ได้แก่ ปวดตา สายตามัว ปฏิกิริยาแพ้ คัดจมูก เหงื่อออก น้ำลายเพิ่มขึ้น และอาการทางระบบทางเดินอาหาร
ยาพรอสตาแกลนดิน

ยาพรอสตาแกลนดิน prostaglandins, prostaglandin analogs เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ตัวอย่างยาพรอสตาแกลนดิน ได้แก่ latanoprost (Xalatan), unoprostone (Rescula), travoprost (Travatan), bimatoprost (Lumigan)

พรอสตาแกลนดินเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ยาพรอสตาแกลนดินจะช่วยระบาย
น้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และช่วยลดความดันตาลงได้ จากการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของยา พบว่าตัวยามีผลต่อเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา เซลล์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า ciliary body ตัวยามีฤทธิ์ทำให้ช่องว่างระหว่างเซลล์เพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาอีกช่องทางหนึ่ง ช่องทางระบายนี้เรียกว่า uveoscleral aqueous outflow
ยาพรอสตาแกลนดินที่นำมาใช้รักษาโรคต้อหินเป็นชนิดยาหยอดตา โดยชนิดแรกที่ออกวางจำหน่ายคือ latanoprost 0.005% solution (Xalatan) ตามมาด้วย travoprost 0.004% solution (Travatan) และ bimatoprost 0.03% solution (Lumigan)
การใช้ยาพรอสตาแกลนดินสะดวกแก่ผู้ป่วย ใช้หยอดตาเพียงวันละหนึ่งครั้ง ยาพรอสตาแกลนดินไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ต่างจากยากลุ่มอื่นๆ จึงให้ผลเสริมกันในการลดความดันตา สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยต้อหินชนิดมุมเปิดที่ได้ยากลุ่มอื่นเต็มที่แล้ว ความดันตายังสูงอยู่
เมื่อเปรียบเทียบกับ timolol ยาพรอสตาแกลนดินสามารถลดความดันในลูกตาได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ brimonidine ยาพรอสตาแกลนดิน latanoprost (Xalatan) สามารถลดความดันในลูกตาได้ดีกว่า
ยาพรอสตาแกลนดินใช้ได้ในผู้ป่วยที่ความดันตาไม่สูง normal-tension glaucoma และยาพรอสตาแกลนดินไม่มีผลข้างเคียงต่อหัวใจและหลอดลม สามารถใช้ได้ดีกับผู้ป่วยโรคหัวใจ และหอบหืด
จากการศึกษาวิจัยยาในกลุ่มพรอสตาแกลนดิน พบว่าแต่ละชนิดมีฤทธิ์ลดความดันในลูกตาได้ใกล้เคียงกัน ยาพรอสตาแกลานดินชนิดใหม่ travoprost (Travatan) และ bimatoprost (Lumigan) พิจารณาใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อ latanoprost (Xalatan) และพบว่ายาพรอสตาแกลนดินชนิดใหม่ ใช้รักษาโรคต้อหินในคนแอฟริกันอเมริกันได้ดีกว่า timolol
latanoprost (Xalatan) เป็นยาหยอดตาพรอสตาแกลนดินชนิดแรกที่นำมาใช้รักษาโรคต้อหิน โดยเฉลี่ยสามารถลดความดันของลูกตาได้ร้อยละ 45-70 การศึกษาระยะหลังพบว่า ยาพรอสตาแกลนดินชนิดใหม่ travoprost (Travatan) และ bimatoprost (Lumigan) ใช้รักษาโรคต้อหินโดยลดความดันของลูกตาได้มากกว่า latanoprost (Xalatan) แต่การใช้ยา latanoprost (Xalatan) จะใช้ได้ง่ายกว่า พบว่าผู้ป่วยสามารถทนยาได้ดีกว่ายาพรอสตาแกลนดินชนิดใหม่
latanoprost (Xalatan), travoprost (Travatan), bimatoprost (Lumigan) ใช้สะดวกเพียงวันละครั้ง ส่วน unoprostone (Rescula) เป็นยาที่ต้องใช้วันละสองครั้ง ผลการลดความดันในลูกตาสู้ตัวอื่นๆ ไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถใช้รักษาได้ ราคาถูกที่สุดในกลุ่ม
bimatoprost (Lumigan) สามารถลดความดันตาได้ดีกว่าการใช้ timolol ร่วมกับ dorzolamide (Cosopt)
ผลข้างเคียง ได้แก่ ตาแดง เจ็บตา ม่านตามีสีเข้มขึ้น สีเปลือกตาเปลี่ยนแปลง และจอภาพบวม ผล
ข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ตาแดง และคันตา ยากลุ่มนี้เพิ่มการไหลเวียนเลือดในลูกตา และมีผลให้
ขนตาหนาขึ้น ยาวขึ้น ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งมักเกิดกับยาพรอสตาแกลนดินชนิดใหม่ travoprost (Travatan) และ bimatoprost (Lumigan) มากกว่า latanoprost (Xalatan)
การรักษาด้วยเลเซอร์

ส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยเลเซอร์ เมื่อพบว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาไประยะหนึ่ง แล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควร หลักการคือใช้ลำแสงเลเซอร์สร้างทางเปิดเล็กๆในลูกตาเพื่อให้เป็นทางระบายของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา โดยแพทย์จะหยอดยาชาที่ตา หลังจากนั้นจะใช้พลังงานจากแสงเลเซอร์เพื่อเปิดทางเดินน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ขณะทำการรักษา ผู้ป่วยอาจจะเห็นแสงเหมือนถ่ายรูป และอาจมีอาการระคายเคืองตาได้บ้าง หลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ผู้ป่วยยังจำเป็นที่จะต้องใช้ยาเพื่อลดความดันตา และในบางรายอาจจะต้องทำการรักษาซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

การที่จะเลือกใช้การรักษาด้วยเลเซอร์ชนิดใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น ชนิดของต้อหิน สภาพของลูกตา ความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น ส่วนใหญ่การรักษาด้วยเลเซอร์จะกระทำที่ห้องตรวจโรคโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

การรักษาด้วยเลเซอร์ชนิด laser trabeculoplasty ใช้รักษาโรคต้อหินชนิดมุมเปิด โดยใช้พลังงานแสง
เลเซอร์สร้างรูทางเปิดเล็กๆ ที่มุมระบายของลูกตา ช่วยให้ระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดความดันตา

ในกรณีต้อหินชนิดมุมปิด แพทย์จะเลือกใช้วิธี laser peripheral iridotomy ซึ่งเป็นการสร้างรูทางเปิดเล็กๆ ที่ม่านตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาสามารถระบายหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น


การรักษาด้วยเลเซอร์ชนิด laser cyclophotocoagulation ใช้ในรายที่เป็นมากและโรครุนแรง เป็น
การทำลาย ciliary body บางส่วน ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่ผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ช่วยให้การสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาลดน้อยลง


การผ่าตัด

การผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยต้อหินเป็นสิ่งจำเป็น หากไม่สามารถควบคุมโรคได้ด้วยยาและเลเซอร์ ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตาแบบธรรมดาไม่ได้ผลก็อาจจำเป็นต้องใช้ท่อสังเคราะห์พิเศษ ซึ่งเชื่อมต่อกับจานหรือที่เก็บกัก

การผ่าตัดชนิดจุลศัลยกรรม การผ่าตัดชนิดจุลศัลยกรรมเป็นการผ่าตัดต้อหินเพื่อลดความดันลูกตา โดยแพทย์ทำ
การผ่าตัดเจาะรูที่ผนังลูกตา เปิดทางระบายให้น้ำข้างในออกมาอยู่ที่ใต้เยื่อบุตา เพื่อลดความดันข้างในลูกตา การผ่าตัดชนิดนี้เรียกว่า Filtering Microsurgery อาจทำการผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในโรงพยาบาลก็ได้
นอกจากนี้ ยังมีการใช้สารเคมีบำบัด หรือยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิด มาช่วยเสริมการผ่าตัด โดยออกฤทธิ์ไม่ให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาปิดรูนั้น เพื่อจะได้ระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกจากรูระบายได้นานขึ้นหรือตลอดชีวิต

การผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ถ้าผ่าตัดด้วยวิธีข้างต้นดังกล่าวแล้ว ยังไม่ได้ผลลดความดันลูกตา อาจเป็นเพราะร่างกายสร้างพังผืดมาปิดแผลผ่าตัดหมด จึงได้มีการคิดค้นท่อระบายเพื่อใช้สำหรับฝังเข้าไปในลูกตา แล้วระบายน้ำออกไปใต้เยื่อบุตาทางด้านหลัง ซึ่งโอกาสจะเกิดพังผืดขึ้นมาปิดดวงตานั้นน้อยกว่าการผ่าตัดโดยทั่วๆ ไป
ท่อระบายเป็นท่อขนาดเล็ก ลิ้นในท่อทำหน้าที่เปิด-ปิด โดยเมื่อความดันตาเพิ่มขึ้น ลิ้นจะเปิดเพื่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา และเมื่อความดันตาลดลงจนปกติ ลิ้นในท่อถึงจะปิด การผ่าตัดฝังท่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้ผลดีร้อยละ 70-90 ในเวลาหนึ่งปีภายหลังการผ่าตัด

ในช่วงหลังผ่าตัดระยะแรก อาจจะมีการอักเสบเกิดขึ้นบ้าง ผู้ป่วยอาจจะมองไม่ค่อยชัดในช่วงแรก แต่อย่างไร
ก็ตามเมื่อเข้าสู่สภาพปกติภายในประมาณ 4-6 สัปดาห์ไปแล้ว พบว่าสายตาก็จะกลับมามองเห็นเหมือนก่อน
การผ่าตัด ไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลงไปจากเดิม

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดแล้ว ก็ยังจะต้องมีการควบคุม
ความดันในลูกตาไปตลอดชีวิต และต้องหมั่นมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
Artomp  - ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ   |112.142.8.xxx |2010-04-11 23:01:31
ขอบคุณมากครับ คุณหมอ
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
Email:
 
Website:
เรื่อง:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."





Reddit!Del.icio.us!Facebook!Slashdot!Netscape!Technorati!StumbleUpon!Newsvine!Furl!Yahoo!Ma.gnolia!Free social bookmarking plugins and extensions for Joomla! websites! title=
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ศูนย์จัดส่งพนักงาน ทรัพย์สมบูรณ์ธุรกิจ
rk_banner.gif
baan_auainruk2.gif สบายดี เนอสซิ่งโฮม new_ads_300x100.gif
eldercarethailand.com รวมข้อมูล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม เนอสซิ่งโฮม เนอร์สซิ่งแคร์
 *ข้อความที่เป็นโฆษณาทั้งหมดใน eldercarethailand.com ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการตัดสินใจ กรุณารวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเลือก ทาง Elder Care Thailand ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทางศูนย์ดูแลฯ ใด ๆ ทั้งสิน*
bandwidth test
My Google Page Rank
               ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
กดเพื่อลงชื่อเข้าใช้
กดเพิ่มปิด tab นี้