บทความที่น่าสนใจ
โรคผู้สูงอายุ
รู้จักโรค"ต้อหิน"
บทความที่น่าสนใจ
โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก |
| รู้จักโรค"ต้อหิน" |
ต้อหิน เป็นโรคที่ความดันในลูกตาสูงมากผิดปกติ ภายในลูกตามีการสร้างของเหลวอยู่ตลอดเวลา ของเหลวนี้จะระบายออกทางช่องเล็กในส่วนหน้าของลูกตา การสร้างและการระบายจะอยู่ในสภาพสมดุล ทำให้ความดันภายในลูกตาคงที่ หากมีการอุดกั้น ทำให้ของเหลว ระบายออกไม่สะดวก จากเหตุใดๆ ก็ตาม จะเกิดการคั่งของ ของเหลว ทำให้ความดัน ภายในลูกตาสูงขึ้นมาก เกิดอาการปวดลูกตา และศีรษะซีกนั้นอย่างรุนแรง ความดันยังกดประสาทตา และจอตาให้ฝ่อเสื่อม ทำให้ลานสายตาแคบลง จนเหลือคล้ายดูภาพผ่านรูกระบอก และสายตาก็พร่ามัวลงจนบอดสนิทในที่สุด
อาการ สาเหตุ ต้อหินนั้นเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น 1. เกิดจากการใช้ยาหยอดตา ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ผสมอยู่ เช่น บางคนเป็นต้อลม ต้อเนื้อหรือคันตา บางทีไปซื้อยามาใช้เอง ถ้าเป็นยาที่มีสเตียรอยด์ผสมอยู่ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและเกิดเป็นต้อหินได้ หรือบางคนไปพบจักษุแพทย์ด้วยเรื่องต้อลม ต้อเนื้อ พอจักษุแพทย์จ่ายยาให้ก็เก็บตัวอย่างยาไว้ คราวหลังเป็นขึ้นมาอีกก็เอาตัวอย่างยานี้ไปซื้อมาใช้เอง ใช้ไปนานๆ ก็เกิดต้อหินขึ้น ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปซื้อยาหยอดตามาใช้เอง ควรให้จักษุแพทย์ตรวจจะดีกว่า 2. อุบัติเหตุ เช่น ตีแบด หรือตีเทนนิสแล้วลูกกระแทกใส่ตา ทำให้เกิดแผลขึ้นภายในลูกตาบริเวณรูระบายน้ำภายในลูกตา ซึ่งจะทำให้น้ำภายในลูกตาระบายออกสู่ภายนอกไม่ได้ ก่อให้เกิดความดันตาสูงขึ้นทำให้เกิดเป็นต้อหินได้ เนื่องจากลูกตาเราจะเป็นลูกกลมๆ ภายในตาจะมีน้ำอยู่ 2 ส่วน ส่วนหน้าต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสๆ ไม่เหนียวจะเรียกว่าน้ำหน้าเลนส์ตา ส่วนหลังต่อเลนส์ตา จะเป็นน้ำใสที่เหนียวหนืด จะเรียกว่า น้ำวุ้นตา ทั้ง 2 ชนิดนี้ เพื่อให้ลูกตาเราคงตัวอยู่เป็นทรงกลมอยู่ได้เหมือนลูกบอล ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้ ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา ต้องมีลมซึ่งจะทำให้ลูกบอลเป็นทรงกลมได้ ทั้งนี้น้ำหน้าเลนส์ตา ถ้าถูกสร้างและระบายออกด้วยปริมาณที่เท่าๆ กัน ความดันภายในลูกตาก็จะคงที่ ถ้าสร้างด้วยอัตราเดิม แต่ระบายออกได้น้อยลงก็จะทำให้ความดันตาสูงขึ้น อุบัติเหตุตาโดนกระแทกก็จะเกิดแผลเป็นตรงรูระบายน้ำภายในตา ทำให้การระบายออกของน้ำในลูกตาลดลง ทำให้ความดันตาสูงขึ้น 3. ภาวะอักเสบภายในลูกตา หรือที่จักษุแพทย์เรียกว่า ม่านตาอักเสบ ซึ่งโรคนี้ช่วงมีการอักเสบ จะมีปฏิกิริยาภายในน้ำหนาเลนส์ตา ทำให้มีโปรตีนหรือเม็ดเลือดขาวลอยไปอุดรูระบายของน้ำภายในลูกตา ก่อให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้ บางครั้งภาวะต้อหินที่เกิดจากม่านตาอักเสบ อาจเกิดจากยาที่ใช้ในการรักษาเสียเอง เนื่องจากโรคม่านตาอักเสบนี้ ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุและยาที่เป็นหลักใหญ่ ของการรักษากลุ่มโรคม่านตาอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุมักเป็นยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งบางครั้งอาจต้องให้ไปในรูปแบบของยารับประทาน หรือฉีดเข้าไปในบริเวณรอบๆ ลูกตาให้ตัวยาซึมเข้าลูกตาอย่างช้าๆ ดังนั้นการรักษาโดยการใช้สเตียรอยด์ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้เกิดความดันตาสูงขึ้นได้ 4. จากสาเหตุอื่นๆ เช่น ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานและไม่เคยได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ ในบั้นปลายจะเกิดภาวะเบาหวานขึ้นจอตา ซึ่งในระยะท้ายๆ ของโรคนี้จะมีเส้นเลือดเกิดใหม่ที่ม่านตา และทำให้เกิดการตันของรูระบายน้ำภายในลูกตา กรณีนี้เรียกว่า ภาวะต้อหินชนิดที่มีเส้นเลือดใหม่บริเวณม่านตา ซึ่งจะรักษายากสุดในต้อหินทั้งหมด ในบางคนอาจรักษาได้แค่บรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่สายตาไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้อ่านที่เป็นเบาหวานไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่ามีเบาหวานขึ้นบนจอตาหรือไม่ โดยให้ถือตามเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่มีอายุไม่ถึง 30 ปี ให้ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาเบาหวานขึ้นจอตา ภายในระยะเวลา 5 ปีภายหลังจากที่ตรวจพบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ต้อหินยังอาจเกิดจากต้อกระจกที่สุกแล้วทำให้เลนส์ตาที่สุกเกิดการบวมน้ำขึ้นไปอุดรูระบายน้ำภายในลูกตา ภาวะนี้ก่อให้เกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน คนไข้จะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดตามาก ตาแดง และเมื่อตรวจจะพบต้อกระจกที่สุกแล้วเกิดบวมน้ำขึ้น วิธีการรักษาในภาวะแบบนี้คือการลดความดันตาลง และทำการผ่าตัดต้อกระจกที่สุกแล้วออก กรณีเช่นนี้แม้จะพบอยู่บ้างแต่ก็มีไม่มาก อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นต้อหินก็คือ เกิดเองโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่จะพบว่าเป็นในกลุ่มคนที่มีประวัติเหล่านี้คือ
1. ประวัติครอบครัว ถ้ามีประวัติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคต้อหินมากว่าคนอื่นๆ ทั่วไป
ต้อหินที่ไม่ทราบสาเหตุนี้ที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน แบ่งออกเป็นหลายชนิดขึ้นกับวิธีการแบ่ง เช่น จักษุแพทย์บางคนแบ่งออกเป็น ต้อหินชนิดความดันตาต่ำกับต้อหินชนิดความดันตาสูง ถึงตอนนี้ขออธิบายถึงต้อหินชนิดความดันตาต่ำหน่อยนะครับ โรคนี้ภาษาอังกฤษจะเรียกเป็น low tension glaucoma หรือ normal tension glaucoma ในสมัยก่อน การวินิจฉัยโรคต้อหินจะคิดว่าเป็นจากความดันตาที่สูงอย่างเดียว แต่ในระยะหลังจะพบว่ามีคนไข้บางคนมีทุกอย่างเหมือนโรคต้อหิน เพียงแต่ความดันตาไม่เคยสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท สักครั้งเดียว วัดกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่สูง โรคนี้พบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น ยังไม่มีคำอธิบายสาเหตุการเกิด และการรักษาจะค่อนข้างยากกว่าต้อหินชนิดความดันตาสูง ซึ่งเราพอจะคำนวณได้ว่าจะลดความดันตาผู้ป่วย ให้ลงมาอยู่ระดับใดจึงจะปลอดภัยต่อคนไข้ แต่โรคนี้บางครั้งวัดความดันได้แค่ 10 มิลลิเมตรปรอทเอง แต่คนไข้ก็มีการถูกทำลายของเส้นประสาทตาต่อไปเรื่อยๆ ต่อมาคือ โรคต้อหินชนิดความดันตาสูง ก็คือ ความดันตาสูงเกิน 22 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น ต้อหินมุมตาเปิดกับต้อหินมุมตาปิด คำว่าเปิดหรือปิดจักษุแพทย์จะใช้เลนส์พิเศษดูว่า เห็นรูระบายน้ำภายในลูกตาหรือไม่ ถ้าเห็นก็เรียกว่าเป็นมุมตาเปิด ถ้าไม่เห็นก็เรียกว่ามุมตาปิด ที่ต้องแบ่งเป็นมุมตาเปิดหรือปิด เพราะว่ามุมตาเปิดเราอาจจะรักษาโดยการใช้ยาได้อาจจะเป็นยาหยอดหรือยากิน ส่วนต้อหินชนิดมุมตาปิด เรามักจะใช้วิธีอื่นร่วมกับการใช้ยา เช่น การผ่าตัด หรือ เลเซอร์ ขึ้นกับว่ามุมตาปิดมากน้อยแค่ไหน และปิดแน่นแค่ไหน ในบางกรณีมุมตาปิดมาไม่นานเราอาจจะใช้เลเซอร์ยิงเพื่อให้มุมตาเปิดกว้างยิ่งขึ้นได้
การรักษา การป้องกัน
1. ผู้ที่มีอาการปวดตาและศีรษะพร้อมกันอย่างรุนแรงควรไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|