บทความที่น่าสนใจ
บทความผู้สูงอายุ
แนวทางการบริหารยาทางสายยาง
บทความที่น่าสนใจ
บทความผู้สูงอายุ
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ บทความผู้สูงอายุ |
| แนวทางการบริหารยาทางสายยาง |
|
บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรังบางประเภทมีปัญหาต้องให้อาหารทางสาย (Enteral tube feeding) ทำให้การบริหารยาโดยการรับประทานจำเป็นต้องบดแล้วละลายน้ำ feed เข้าทางสายยาง โดยผู้ให้ยามัก feed ยาหลังหรือก่อนอาหารตามกันไปเลยทันที ทั้งนี้เพื่อความสะดวก และลดค่าใช้จ่ายในด้านอุปกรณ์การแพทย์ที่ ต้องใช้ เช่น Set garvage โดยที่เรามักจะลืมนึกถึงว่า ยานั้นบดได้หรือไม่และให้พร้อมอาหารที่ feed จะไปลดการดูดซึมยาหรือไม่? หลักการให้ยาทางสายให้อาหาร มีดังนี้ 1. หยุดให้อาหารทางสายยาง (ดูว่าต้องเว้นระยะเวลาก่อนให้ยาหรือไม่) 2.เตรียม ยา และ อุปกรณ์ เช่น ไซริงจ์ โกร่งบดยา(บดยาแยกแต่ละขนาน) **ห้ามบดผสม ยกเว้นเภสัชกร-แพทย์แนะนำให้ผสมได้** -ยาเม็ดที่ละลายได้ ละลายในน้ำ10-15 มล. และให้ผ่านสาย -ยาน้ำเขย่าให้เข้ากัน หากข้นมากเติมน้ำเท่าตัวก่อนบริหารยา ให้ผ่านสาย -ยาเม็ดใช้โกร่งหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสม บดยาเม็ดเคลือบน้ำตาลหรือทำให้ยาเม็ดทั่วไปแตก -แคปซูล เปิดฝาและเทผงลงในถ้วยยา ผสมกับน้ำ 10-15 มล.และให้ผ่านท่อ/สายยาง **ห้ามบด ยาเม็ดเคลือบชนิดแตกตัวในลำไส้ ยาที่ปรับเปลี่ยนการปล่อยตัวยา(มักลงท้ายด้วย MR, SR, LA, XL)ฮอร์โมน ยาที่เป็นพิษต่อเซล (ขอคำแนะนำยาใหม่เพิ่มเสมอ)** 3.ชะโกร่ง-ถ้วยยา และ/หรือดูดน้ำเข้าไซริงจ์ ฉีดล้างสายยางเพื่อประกันว่าจะได้ยาเต็มขนาด ***ถ้าให้ยามากกว่า 1 ขนาน ต้องชะท่อระว่างขนานด้วยน้ำอย่างน้อย 10 มล.**** 4. หลังให้ยาขนานสุดท้ายให้ชะท่อด้วยน้ำอย่างน้อย 30 มล. 5. เริ่มให้อาหารสายยางใหม่ (เว้นระยะ-ไม่ต้อเว้นระยะหลังจากให้ยา) ****การ Feed ยาก่อนหรือหลังอาหารยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากว่าอาหารจะไปลดการดูดซึมยาบางชนิดได้ ดังนั้นจึงควร feed ยานั้นก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เช่น Cloxacillin, Zithromax, Prevacid เป็นต้น ส่วนยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ พอดีกับมื้ออาหารที่รับประทาน เช่น ยาแก้คลื่นไส้-อาเจียน ก็สามารถ feed ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงได้ ส่วนยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ก็ควรให้หลังอาหารทันที เช่น ยากลุ่มNSAIDS (เช่น voltaren, naproxen, indocid) ,ยา aspirin เป็นต้น***** *****ควรให้ช้าๆสารบางอย่างเช่น โปแตสเซียมและฟอสฟอรัส ถ้าให้เร็วทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และท้องเสีย**** ข้อควรจำก่อนให้ยาทางสาย 1.การบดยาหรือเทผงยาและการให้ผ่านสายยาง/ท่อให้อาหารอาจเกิดผลข้างเคียงจากการบริหารที่แตกต่างไปจากข้อมูลผลิตภัณฑ์ 2.ตำรับที่ควรพิจารณา ยาน้ำหรือยาเม็ดที่ละลายได้เป็นสิ่งที่ควรเลือกเมื่อต้องบริหารผ่านท่อหรือสายยางให้อาหาร ยาฉีดบางตำรับสามารถรับประทานได้ การบดยาเม็ดหรือเปิดแคปซูลเทผงยาควรพิจารณาเป็นลำดับท้าย 3ยาที่ไม่ควร หัก บด เคี้ยว (ดูได้จากบทความ หากต้องการข้อมูลมากขึ้น) ก่อนให้ยาดังกล่าวควรจะตรวจสอบดูก่อน มิฉะนั้นจะทำยาออกฤทธิ์ ได้ไม่ดีและผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยาได้ 3.1)ยาที่เคลือบเพื่อแตกตัวในลำไส้ (enteric coated) เพราะถูกออกแบบให้ทนกรด ป้องกันยาถูกทำลาย และลดผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร 3.2) ยาที่ปรับรูปแบบการออกฤทธิ์หรือค่อยๆปลดปล่อยตัวยา ทั้งนี้ยาดังกล่าวถูกออกแบบให้ออกฤทธิ์ระยะยาว การบดจะเป็นสาเหตุให้ยาปลดปล่อยออกมาทั้งหมดทันที และมีรายงานความเป็นพิษเกิดขึ้น 3.3) ยาที่เป็นพิษต่อเซลและฮอร์โมน เพราะเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการสัมผัสระยะยาว 4ยาที่มักเป็นปัญหา 4.1) Phenytoin, Digoxinและ Carbamazepineระดับยาในเลือดอาจได้รับผลกระทบจากอาหาร ควรตรวจสอบสม่ำเสมอ อาจจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขนาดยา 4.2) ประจุอลูมิเนียมและแมกนีเซียมใน ยาลดกรดจะจับโปรตีนในอาหารและอาจอุดตันท่อให้อาหาร พิจารณาใช้ยาอื่นแทน 4.3) อาหารจะลดการดูดซึมยากลุ่มเพนนิซิลลินอาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือหยุดให้อาหารก่อนให้ยา 1 ชม. หรือหลัง 2 ชม. 4.4) อาหารมีผลลดระดับยา ciprofloxacine tetracyclines และ rifampicin อย่างมีนัยสำคัญ 4.5)ยาบางขนานอาจลดการดูดซึมบริเวณตำแหน่งปลายสายที่สอดเช่น บริเวณ jejunum 5.อันตรกิริยา ยา-อาหาร อันตรกิริยาระหว่างอาหารที่ให้กับยาเป็นประเด็นสำคัญ ควรสอบถามข้อมูลเภสัชกรก่อนให้อาหาร สายยาง หากเป็นไปได้ควรบริ- หารยาระหว่างช่วงเวลาพักของการให้อาหาร เพื่อลดปัญหา ข้อควรระมัดระวัง 1) น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำกลั่นผสมยา 2)ใช้ไซริงจ์สำหรับยารับประทาน หรือให้อาหาร หรือชนิดปลายยาวสำหรับต่อท่อ (catheter) ขนาด 50 มล. 3) ไม่ใช้ไซริงจ์ฉีดยาเพราะมีรายงานการให้ยารับประทานเข้าหลอดเลือดทาง IV catheterที่สวมพอดี 4) ล้างและสวมถุงมือในการเตรียม 5)หลีกเลี่ยงการสัมผัสผงยาโดยตรง 6) การล้างสายยางไม่มากพอเป็นสาเหตุอุดตันส่วนมาก 7) หากอุดตัน รายงานตามขั้นตอน ห้ามใช้แรงดัน
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|