บทความที่น่าสนใจ
บทความเกี่ยวกับผู้สูงอายุ
ถอดรหัส"โรคจากวิถีชีวิต" ภัยสุขภาพคนไทยปี'51
บทความที่น่าสนใจ
บทความผู้สูงอายุ
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ บทความผู้สูงอายุ |
| ถอดรหัส"โรคจากวิถีชีวิต" ภัยสุขภาพคนไทยปี'51 |
บทความพิเศษ ในช่วงปลายปีบางคนเตรียมตัวเดินทางไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้เตรียมรับมือกับโรคภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่บางคนก็ยังเห็นเป็นเรื่องไกลตัว เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะไปตรวจร่างกายเพราะยังแข็งแรงดี จึงละเลยในเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเอง เรียกว่าผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน ถ้าหากไม่เกิดโรค ก็ไม่เดินทางไปตรวจเช็ค
การนิ่งเฉยและไม่ใส่ใจสุขภาพนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งจะทำให้โรคมีความรุนแรงและรักษายากมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการป้องกันและดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ แต่จะปล่อยให้เกิดโรคก่อนจึงจะเดินทางไปรักษา หรืออาจเป็นเพราะคนไทยยังยึดหลัก "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้" คือตามใจตัวเองทุกอย่าง โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากนิสัยคนไทยในข้อนี้นี่เอง ที่ทำให้โรคต่างๆ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ เป็นปัญหาที่เกิดจากวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและขาดความสมดุล ถือเป็นภัยเงียบระดับชาติที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้ "เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองและโรคมะเร็ง" อยู่ในกลุ่มของโรคที่เกิดจาก วิถีชีวิตซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัญหาที่สังคมไทยทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันป้องกันเพื่อลดปัญหาไม่ให้ขยายวงลุกลาม โรคจากวิถีชีวิต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่เกิดมาจากสาเหตุการใช้วิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้องนั้นเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และกินผักผลไม้น้อย ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง มากขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนและอัตราตายด้วยโรคไม่ติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเบาหวานและอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก และจากรายงานสถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2540-2549 พบว่าจำนวนและอัตราตายด้วยโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนจำนวนและอัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเบาหวานและอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก พบว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด ในประเทศไทยแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากวิถีชีวิตดังกล่าว ประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด ในระดับโลกพบว่าการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อ เช่น โรคเอดส์ มาลาเรียไปแล้ว 2 เท่าตัว นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่าในปี 2548 ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคจากวิถีชีวิต 35 ล้านคน หรือร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด 58 ล้านคน และหาก ไม่เร่งแก้ไข คาดว่าในปี 2558 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรค ดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 หรือประมาณ 41 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายหลักไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550-2554 เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ภาวะโรค และภาระค่าใช้จ่ายจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรังดังกล่าว เรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกัน ผลักดันให้มีแนวทางการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระดับชาติขึ้น โดยได้ยกร่างกรอบแผนยุทธศาสตร์และเส้นทางการลดปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 และได้บูรณาการแผนเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น แผนเบาหวาน แผนอ้วน แผนภัยเงียบ แผนคนไทยไร้พุง โดยได้ยกระดับกรอบงานและขยายเครือข่ายสู่ระดับประเทศ สร้างการมีส่วนร่วมด้วยการจัดระดมสมอง เพื่อพิจารณากรอบการทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดความถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วน และเป็นรูปธรรมเพื่อปฏิบัติได้จริงจังและยั่งยืน และนำไปสู่การสร้างวิถีชีวิตใหม่ ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของคนไทย เราในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งถือเป็นปัญหาระดับชาติ ก่อนอื่น เราต้องปรับเปลี่ยน แบบแผนการดำเนินชีวิต เนื่องจากความเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกิดจากพฤติกรรมที่สามารถป้องกันได้ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา สิ่งมึนเมา สารเสพติด นอกจากนี้ ยังต้องลดความเสี่ยงจากการบริโภค โดยเฉพาะลดการบริโภคอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ซึ่งมีอยู่มากในอาหารจังค์ฟู้ด จากการสำรวจเรายังพบอีกว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวในเวลา 20 ปี โดยเพิ่มจาก 12.7 เป็น 29 กิโลกรัมต่อคนต่อปี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมจนมีปัญหาเกี่ยวกับเหงือกและฟันในอัตราที่สูงขึ้นจนน่าตระหนก ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนสถาบันการศึกษาจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับการบริโภคให้มากขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของความปลอดภัยของอาหาร ยังเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะการใช้สารพิษและสารเคมีในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีปริมาณมากที่สุด การบริโภคพืชผักผลไม้ ประชาชนจึงต้องทำความสะอาดเพื่อขจัดสารพิษ ที่นำไปสู่การเกิดโรคได้ การบริโภคอย่างถูกหลักย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ที่เราจะละเลยไม่ได้ก็คือ การออกกำลังกาย แม้ว่า ในปัจจุบันการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายของคนไทยจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำเพียงร้อยละ 34.7 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อนำไปเทียบกับประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และสิงคโปร์ ซึ่งมีอัตราการออกกำลังกายประจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด การที่เยาวชนออกกำลังกายน้อยลงทำให้ปัญหาโภชนาการเกินเพิ่มมากขึ้น ในปี 2548 เราจึงพบว่ามีเด็กโภชนาการเกินถึงร้อยละ 17 และคาดว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัยจะเป็นโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงอีกเนื่องจากเด็กในวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ในกรุงเทพฯ กว่า 1 แสนคน กินอาหารฟาสต์ฟู้ดทุกวัน ทำให้มีอุบัติการณ์การเป็นโรคอ้วนมากกว่าในภาคอื่นๆ ประมาณ 3-5 เท่า และมีโรงเรียนไม่เกินร้อยละ 40 จัดกิจกรรมออกกำลังกายเสริมนอกจากชั่วโมงพลศึกษา นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สังคมต้องร่วมกันรับรู้เกี่ยวกับ "โรคจากวิถีชีวิต" เพื่อเตรียมรับมือกับภัยสุขภาพในปี 2551 เตรียมรับมือ 5 โรคร้ายภัยจากวิถีชีวิต เบาหวาน มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุอย่างอื่นโดยเฉพาะการบริโภคแป้งและน้ำตาลมากเกินไปทำให้เกิดโรคอ้วน รวมทั้งยังเกิดจากการใช้ยา เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด หรืออาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งของตับอ่อน ตับแข็งระยะสุดท้าย คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น ความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยและสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คนที่มีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมักเกิดจาก บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย พี่ ป้า น้า อา มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูง หรืออาจเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานมาก่อน รวมทั้งเกิดจากสาเหตุอื่นๆ โรคหัวใจหลอดเลือด มากกว่า 3 ใน 5 ของคนไทย มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่ 1 อย่างขึ้นไปส่งผลให้โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัวอันดับหนึ่งของคนไทย กลุ่มโรคนี้เกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความดันเลือดสูง โคเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ การมีเส้นรอบเอวหรือน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน ออกกำลังกายไม่เพียงพอ และเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุอันดับแรกมาจากอาการความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้นเมื่อหมดวัยมีประจำเดือน พบมากในผู้ที่มีอายุเกิน 45 ปี ขึ้นไป การป้องกันทำได้โดยหยุดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โรคมะเร็ง คนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมเสี่ยงทั้งกินอาหารไม่เหมาะสม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้าจะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งถึง 9 เท่า การสูบบุหรี่ก็มีโอกาสสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผู้ที่หยุด สูบบุหรี่จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปอดได้ร้อยละ 60-70 ในผู้หญิง หากมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก อีกอย่างหนึ่งคือไม่ตากแดดจ้า เพื่อป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด และไม่ควรกินปลาน้ำจืดดิบ
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|