|
ความหวังใหม่ผู้ป่วยเบาหวาน อย.ขึ้นทะเบียนตำรับยา 'Sitagliptin' |
ความหวังใหม่ผู้ป่วยเบาหวาน อย.ขึ้นทะเบียนตำรับยา 'Sitagliptin'
ในการประชุม Congress of the ASEAN Federation of Endocrine Societies (AFES) ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบริษัท เมอร์ค แอนด์ โก อิงค์ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ได้มีการเปิดเผยผลการศึกษาวิจัยวิธีการรักษาโรคเบาหวานแนวใหม่
'โรคเบาหวาน' ถือเป็นภัยคุกคามชีวิต และสร้างมูลค่าความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งความเสียหายทางการแพทย์ และเศรษฐกิจ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้เป็นโรคที่มีความสำคัญ เป็นลำดับที่ 2 ที่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจ ในการป้องกัน และรักษา รองจากโรคเอดส์ เพราะต้องใช้ทรัพยากรในการรักษา จำนวนมาก
ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 246 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในประเทศไทย ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประชากรทั่วโลกป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่าตัว ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า
'เบาหวาน' เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความบกพร่องของตับอ่อนที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่ายกายผลิตได้เอง หน้าที่ย่อยน้ำตาลกลูโคสในเลือดซึ่งได้มาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นตัวควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้สูงเกิน ความต้องการ ของร่างกาย เพราะหากความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้ทำลายระบบเส้นเลือดและเส้นประสาทได้ ซึ่งมีผู้ป่วยร้อยละ 30 ต้องพิการจากการถูกตัดขา หรือตาบอด
เบาหวาน แบ่งได้ 2 ชนิดหลัก
โดยชนิดแรก (Type I) ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน เพราะตับอ่อนบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เอง ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 10 ปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินสังเคราะห์
เบาหวานชนิดที่ 2 (Type II) ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานในไทย เป็นชนิดนี้ร้อยละ 98 และมีผู้ป่วยทั่วโลก ร้อยละ 90-95 ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้เป็นผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องได้รับการรักษาโดยทานยาควบคุมระดับน้ำตาลเป็นประจำ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเรื่องภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการทานยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเกี่ยวโยงกับการทานอาหารด้วย โดยจะมีอาการ ใจสั่น มือสั่น เบลอ จนกระทั่งเป็นลม หรือหมดสติ และเสียชีวิต วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ ให้ผู้ป่วยทานลูกอม หรือน้ำตาล เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับสู่ภาวะปกติ
ผช.ศ.นพ.พงศ์อมร บุนนาค อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ หน่วยต่อมไร้ท่อ และเมตะบอลิสม คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ค่อนข้างซับซ้อน เพราะต้องใช้การรักษาหลายวิธีควบคู่กันไป ซึ่งบางวิธีอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น เช่น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน และปัญหาที่สำคัญคือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งในเวทีการประชุม AFES ได้มีการเสนอผลงานวิจัยแนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แนวใหม่ ที่จากเดิมนักวิจัยต่างๆ จะให้ความสำคัญกับอินซูลินเท่านั้น ขณะที่อวัยวะส่วนอื่นในร่างกาย ก็สามารถผลิตฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติเดียวกับอินซูลินได ้คือสามารถย่อยน้ำตาลในเลือดได้
'ลำไส้ ซึ่งเป็นทางเดินของอาหาร มีโปรตีนอินคริติน ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาล ร่ายกายจะผลิตอินคริตินได้ต่อเมื่อที่มีอาหารเดินทางผ่านลำไส้เท่านั้น แต่ปัญหาก็คือ ขณะเดียวกันร่างกายก็จะหลั่งเอ็นไซม์ dipeptidyl peptidase 4 หรือ DPP-4 ทำหน้าที่ย่อยสลายอินคริติน ทำให้อินคริตินที่หลั่งออกมามีฤทธิ์อยู่ได้ไม่นาน นักวิจัยจึงคิดค้นตัวยา หรือสาร Sitagliptin ช่วยในการยับยั้งไม่ให้เอ็นไซม์ DPP-4 ย่อยสลายอินคริติน ทำให้อินคริตินย่อยน้ำตาลได้นานขึ้น' ผช.ศ.นพ.พงศ์อมรกล่าว
ทีมวิจัยได้ทำการทดลองศึกษาในประเทศจีน อินเดีย เกาหลี และไทย เป็นเวลา 18 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับยาจริง และยาหลอก โดยเป็นยาเม็ด ขนาด 100 มิลลิกรัม ให้ยาทุกวันๆ ละ 1 เม็ด พบว่า การยับยั้งเอ็นไซม์ DPP-4 สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสะสม ร้อยละ 8.7 และ 7.7 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ขณะที่คนปกติจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสะสมอยู่ที่ ร้อยละ 6
'ข้อดีของสาร Sitagliptin คือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง หรือคนไข้ที่มีอาการแพ้ง่าย จะมีเพียงคลื่นไส้ อาเจียนเท่านั้น แต่ก็พบได้น้อยมาก ขณะที่ยาอื่น ที่ผลข้างเคียงสูงถึงร้อยละ 20-30 ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเพราะยาจะไปกระตุ้นการออกฤทธิ์ของอินซูลินให้ทำงานนักขึ้น และยังทำให้รู้สึกหิวบ่อย ทำให้ทานบ่อยและน้ำหนักตัวสูงขึ้นตามไปด้วย' ผช.ศ.นพ.
สำหรับสาร Sitagliptin ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้อนุมัติการขึ้นทะเบียนตำรับยาเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มวางจำหน่ายได้ประมาณกลางเดือนมกราคม 2551 โดยจำหน่ายในราคา เม็ดละ 200-250 บาท
ผช.ศ.นพ.พงศ์อมรกล่าวทิ้งท้ายว่า แนวโน้มโลกจะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คนส่วนใหญ่มักเสพติดรสหวาน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ติดใจรสชาติขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม ฯลฯ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ ทั้ง โรคเบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง ไต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โรคเหล่านี้สามารถป้องกันได้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มัน เค็ม ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำอย่างน้อยทุก 3 ปี
เบาหวาน ก็จะห่างไกลชีวิตคุณ
ที่มาหนังสือพิมพ์มติชน
วันที่ 10 ธันวาคม 2550 - เวลา 10:22:37 น.
|