|
ผู้ป่วยเบาหวานกับกิจกรรมออกแรงและการออกกำลังกาย
เมื่อออกแรงมากหรือออกกำลังกาย ผู้ป่วยเบาหวาน จะมีการตอบสนองของฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของ ระดับน้ำตาลต่างจากคนปกติ ผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลิน และผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่พึ่งอินซูลิน มีการตอบสนองต่อ การออกแรง หรือการออกกำลังกายไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เนื่องจากการบกพร่องของระบบพลังงานและฮอร์โมนต่างกัน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน มีความผิดปกติของระดับอินซูลินคือต่ำมากหรือไม่มีเลย และอาจมี ความผิดปกติ ของฮอร์โมนควบคุมน้ำตาลอื่นๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะกลูคากอน แม้จะได้รับยาฉีดอินซูลินอยู่ก็ตาม ระดับอินซูลิน ในเลือด อาจไม่เหมาะสมเนื่องจากปัจจัยสำคัญคือ วิธีการให้อินซูลินซึ่งส่วนใหญ่ ให้โดย การฉีด ใต้ผิวหนัง วันละ 1-2 ครั้ง ยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ตามระยะเวลาของการฉีด ชนิดของยา และสภาพการดูดซึม ของตำแหน่งที่ฉีด
ตารางที่ 3 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากระดับอินซูลินที่สูงหรือต่ำเกินไป จะเห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าหากผู้ป่วยมีระดับอินซูลินสูง จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากการออกกำลังกายได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นขณะออกกำลังกายหรือหลังการออกกำลังกายแล้ว เนื่องจากระดับอินซูลินที่สูง จะยับยั้งการสร้าง และปลดปล่อยน้ำตาล จากตับ รวมทั้งการสลาย ของไขมันอีกทั้ง กล้ามเนื้อ สามารถใช้น้ำตาล ได้มากขึ้น ผลรวมคือระดับน้ำตาลลดลง นอกจากนี้หลังการออกกำลังกาย การเผาผลาญพลังงาน ในอัตราสูงยังคงดำเนินอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นการ เผาผลาญกรดไขมันอิสระ ภาวะน้ำตาลต่ำจากการออกกำลังกายอาจเกิดขึ้น หลังการออกกำลังกายแล้วนานถึง 12 ชั่งโมง ในทางตรงกันข้ามถ้าหาก ระดับอินซูลินไม่เพียงพอ จะมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น โดยตับสร้าง และปลดปล่อยน้ำตาลออกมมาก ส่วนกล้ามเนื้อไม่สมารถใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้นและอาจทำให้เกิดภาวะกรดเกิน (ketoacidosis) ได้ เนื่องจากมีการสลายตัวของไขมันมาก ดังนั้นการออกกำลังกาย ของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดพึ่งอินซูลิน จึงต้องคำนึงถึงระดับน้ำตาลและจำเป็นต้องปรับอาหารและ/หรือ ยาให้เหมาะสม ตามระยะเวลา ที่จะออกกำลังกายและประเภทของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดต่อไป
ตารางที่ 3 การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในผู้ป่วยเบาหวานขณะออกกำลังกายสัมพันธ์กับระดับอินซูลิน สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาการขาดอินซูลิน การออกกำลังกาย จะเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์ในผู้ป่วยที่การหลั่งอินซูลินน้อย แต่ระดับอินซูลินในเลือดไม่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับอินซูลินสูงการออกกำลังกายมีผลทำให้ประสิทธิภาพของอินซูลินดีขึ้นเห็นได้จากการที่ระดับอินซูลินลดลง ในขณะที่น้ำตาลในเลือดคงที่หรือลดลงด้วย แต่เนื่องจาก ผู้ป่วยเบาหวานไม่พึ่งอินซูลินส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มี อายุมากอาจมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหายใจ และระบบกล้ามเนื้อ และไขข้อ ซึ่งทำให้มีปัญหาในการออกกำลังกายได้
ข้อกำหนดและการปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลินเมื่อออกกำลังกาย
ผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลินส่วนใหญ่อายุน้อย มักไม่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจและอื่นๆ แต่ถ้าอายุมาก หรือเป็นมานานก็จำเป็นต้องตรวจเช็คเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ข้อกำหนด และการปฏิบัติ เน้นหนักเกี่ยวกับ ยาฉีดอินซูลิน และอาหารโดยสัมพันธ์กับประเภท และระยะเวลา ของการออกกำลังกาย ซึ่งได้แก่
1. โปรแกรมการออกกำลังกายต้องคำนึงว่า การออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังประจำหรือเป็นครั้งคราว ถ้าผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วจะไม่มีปัญหามาก เพราะมีการปรับยาและอาหารมาแล้วระยะหนึ่ง ผู้ที่ทำเป็นครั้งคราวหรือเพิ่มเริ่มทำจะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลใกล้ชิด อีกประการหนึ่งผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ทำเป็นครั้งคราวสมรรถภาพอาจไม่ดีพอ ควรออกกำลังกายแต่พอสมควรการออกกำลังกายที่นานหรือหักโหมจะต้องใช้พลังงานมากกว่า
2. ยาฉีดอินซูลิน ปริมาณที่ฉีดยาอาจคงที่ เพิ่มขึ้น หรือลดลงแล้วแต่ระดับการควบคุมน้ำตาล ผู้ที่ควบคุมน้ำตาลได้ดีต้องการลดน้ำหนัก ควรลดปริมาณยาฉีดลงและไม่เพิ่มอาหาร ถ้าเบาหวานควบคุมไม่ได้จำเป็นต้องเพิ่มยาฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาลลงจนถึงระดับปลอดภัยจึงค่อยออกกำลังกาย ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวและระดับน้ำตาล ส่วนใหญ่มักฉีดยาปริมาณเท่าเดิมและเพิ่มอาหารชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปจากการออกกำลังกาย
การฉีดอินซูลิน ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยงการฉีดอินซูลินที่แขนหรือขาวันที่ออกกำลังกาย เนื่องจากขณะออกกำลังกายเลือดจะถูกสูบฉีดไปบริเวณกล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายมากขึ้นรวมทั้งบริเวณใกล้เคียง ทำให้การดูดซึมยาจากที่ฉีดมากและเร็วขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงที่ยาฉีดออกฤทธิ์สูงสุดเพราะอาจทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
3. การรับประทานอาหารและการดื่มน้ำไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารมื้อหลักใหม่ๆ เนื่องจากขณะที่มีการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารปริมาณเลือดหมุนเวียนไปที่ทางเดินอาหารมากขึ้น ในผู้ป่วยที่เบต้าเซลล์ยังทำงานอยู่บ้างจะหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น จึงควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อหลักแล้ว 2 ชั่วโมงหรืออย่างน้อย 1 ชั่วโมง ถ้าหากออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารนานเกิน 4 ชั่งโมง จะต้องพิจารณาว่า ควรให้อาหารว่างก่อนการออกกำลังกายหรือไม่มากน้อยเท่าใด ขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือด บางครั้งจำเป็นต้องเพิ่มอาหารในระหว่าง การออกกำลังกาย หรือหลังการออกกำลังกายด้วย สำหรับน้ำควรดื่มน้ำเปล่าให้มากพอจนไม่รู้สึกกระหายน้ำ ถ้าออกกำลังกายกลางแดดหรือในอากาศร้อนควรดื่มน้ำมากขึ้น
4. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดก่อน, ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดและใช้สำหรับเป็นแนวทางปรับยาฉีดและเสริมอาหาร เมื่อทำเป็นประจำจนปริมาณการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลได้แล้วอาจทำเป็นครั้งคราวได้ ผู้ที่เกิด ketoacidosis บ่อยหรือรวดเร็ว ควรตรวจหาคีโตนในปัสสาวะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 250 มก./ดล. ถ้าพบมีคีโตนต้องงดการออกกำลังกาย ผู้ที่ออกกำลังกายหักโหมกว่าเดิมหรือเพิ่มเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ต้องตรวจระดับน้ำตาลเมื่อรู้สึกมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและก่อนเข้านอน แม้จะเป็นหลังการออกกำลังกายนานแล้วก็ตาม เพื่อประเมินและป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
| การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขณะออกกำลังกาย | อินซูลินมากไป | อินซูลินน้อยไป | | การสร้างและปลดปล่อยน้ำตาลโดยตับ | ↓ | ↑ | | การใช้น้ำตาลโดยกล้ามเนื้อ | ↑ | → | | การสลายไขมันและระดับกรดไขมันอิสระ | ↓ | ↑ | | ระดับน้ำตาลในเลือด | ↓ | ↑ | ตาราง ข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลิน
| ชนิดของการ ออกกำลังกาย | ตัวอย่าง | ระดับน้ำตาล (มก./ดล.) | ข้อปฏิบัติ | | เบา | ถีบจักรยานช้าๆ | <80 | รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรต 10-15 กรัม/ชั่วโมง | | | เดิน | >80 | | | หนักปานกลาง | วิ่งเหยาะๆ | >300 | ห้ามออกกำลังกาย | | | เทนนิส | 180-300 | | | | ถีบจักรยาน | 80-179 | รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรต 10-15 กรัม/ชั่วโมง | | | | <80 | รับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย** และเสริมคาร์โบไฮเดรต 10-15 กรัม/ชั่วโมง* | | หนักมาก | ฟุตบอล | >300 | ห้ามออกกำลังกาย | | | บาสเกตบอล | 180-300 | รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรต | | | ว่ายน้ำ | | 10-15 กรัม/ชั่วโมง | | | ถีบจักรยานเร็วๆ | 80-179 | รับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย** และเสริมคาร์โบไฮเดรต 10-15 กรัม/ชั่วโมง* | | | | <80 | รับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย**(เพิ่มปริมาณเท่าตัว) ตรวจระดับน้ำตาลเป็นระยะและเสริมคาร์โบไฮเดรตตามความจำเป็น |
ข้อกำหนดและการปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวานไม่พึ่งอินซูลินเมื่อออกกำลังกาย
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอายุมาก มีโรคอื่นร่วมด้วยหรือเป็นมานานจนมีโรคแทรกซ้อนเรื้อรังจากเบาหวานขนาดน้ำหนักตัวของผู้ป่วยต่างกันมากและยาที่ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลมีหลายรูปแบบ ข้อกำหนดและการปฏิบัติจึงต้องปรับให้เหมาะสมสำหรับในแต่ละกรณี ข้อกำหนดและการปฏิบัติได้แก่
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยละเอียด จำเป็นต้องทำในผู้ป่วยที่มีเบาหวานมานานและผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ ควรตรวจสุขภาพจอตาว่ามี diabetic retinopathy ที่รุนแรงหรือไม่ มีโรคแทรกซ้อนที่ใดหรือไม่ เพราะการออกกำลังกายอาจทำให้โรคแทรกซ้อนเหล่านี้เลวลง ตรวจหาความผิดปกติของระบบประสาทเพื่อเลี่ยงอันตราที่ไขข้อ กล้ามเนื้อ และผิวหนัง อาจต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) หรือถ้ามีข้อสงสัยต้องทำ exercise or threadmill test ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย
2. โปรแกรมการออกกำลังกายควรจัดเป็นโปรแกรมประจำ เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมโดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจมีปัญหาข้อเข่า ข้อเท้า หรือข้อสะโพก จึงต้องเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนักที่ข้อต่างๆ เหล่านี้
3. ยาลดน้ำตาล ผู้ป่วยที่ใช้ยาฉีดอินซูลินปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลิน สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยารับประทานให้ใช้ยาเท่าเดิมเมื่อเริ่มต้น ตรวจดูการเปลี่ยนแปลง แล้วจึงปรับยาลงถ้าระดับน้ำตาลลดลงกว่าที่ควรจะเป็น ในรายที่น้ำตาลในเลือดยังควบคุมไม่ได้ควรควบคุมอาหารให้ดีขึ้น เมื่อออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วระดับน้ำตาลจะดีขึ้น ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ถ้าออกกำลังกายและควบคุมอาหารจนสามารถลดน้ำหนัก ตัวได้ส่วนใหญ่ระดับน้ำตาลจะดีขึ้น ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานยาลดน้ำตาลไม่ต้องมีข้อปฏิบัติพิเศษ แต่ยังต้องควบคุมปริมาณอาหารตามกำหนด
4. อาหารและน้ำ ผู้ป่วยที่ฉีดยาอินซูลิน ปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน ผู้ป่วยที่ผอมหรือน้ำหนักตัวปกติและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี ถ้าออกกำลังกายหนักและ/หรือ นานต้องรับประทานอาหารว่างก่อนออกกำลังกาย เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่ฉีดยาอินซูลิน ผู้ป่วยที่ต้องการควบคุมน้ำหนักไม่ต้องเพิ่ม หรือเสริมอาหารเมื่อออกกำลังกาย
5. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยที่ฉีดยาอินซูลินปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ป่วยเบาหวานพึ่งอินซูลินผู้ป่วยที่กินยาอยู่ถ้าระดับน้ำตาลควบคุมดี เมื่อออกกำลังกายมากและนานควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลหลังการออกกำลังกาย และระวังการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยพบการเกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำก็ตาม สำหรับกรณีทั่วไปตรวจเช็คระดับน้ำตาลเป็นครั้งคราวตามกำหนดได้
ผลกระทบการตอบสนองของการออกกำลังกาย
โดยปกติร่างกายจะมีการทำงานร่วมกันของฮอร์โมนและขบวนการเผาผลาญ (การใช้พลังงาน) ผลคือ ทำให้มีการรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาลกลูโคส ความเข้มข้นของอินซูลินในคนที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่ตอบสนองต่อการออกกำลังกายโดยวิธีปกติและความสมดุลระหว่างน้ำตาลกลูโคสที่ผลิตจากตับ ผลกระทบการออกกำลังกายของโรคเบาหวาน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ หลายปัจจัย ประกอบด้วย
- การใช้และชนิดของการให้ยาที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (อินซูลิน)
- การเลือกเวลาการใช้ยา
- ระดับน้ำตาลในเลือดต่อการออกกำลังกาย
- การแทรกซ้อนและความรุนแรงของการเกิดโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
- การใช้ยาชนิดอื่นๆ ในระยะที่ 2 ของการเกิดโรคแทรกซ้อน
- ความหนัก, ช่วงเวลาและชนิดของการออกกำลังกาย
ผลกระทบของการฝึกออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นวิธีที่สำคัญอีกวิธีหนึ่งจากหลายๆ วิธีในการรักษาโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญทำให้เกิดประโยชน์หลายด้านกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งประโยชน์ต่างๆ มีดังนี้
ช่วยปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น
คือ การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาโรคเบาหวาน (รวมถึงอาหารและการใช้ยา) จะช่วยปรับปรุงการควบคุมน้ำตาลในเลือด ในเบาหวานชนิดที่ 2 แต่การออกกำลังกายจะไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบในการรักษาในเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 การออกกำลังกายจะส่งเสริมให้ได้รับประโยชน์ด้านอื่นๆ ซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม (น้อยกว่า 250 มก./ดล.)
ช่วยปรับปรุงการกระตุ้นอินซูลินทำให้มีความต้องการใช้ยาในระดับต่ำ
การฝึกออกกำลังกายมีผลช่วยปรับปรุงอินซูลินและเป็นการสังเคราะห์โปรตีนทำให้ลดการใช้อินซูลินรักษา หรือ oral hypoglycemic agents (OHAs)
การลดน้ำหนัก (ลดความอ้วน)
การสูญเสียน้ำหนักจะเพิ่มการกระตุ้นอินซูลินและอาจลดจำนวนอินซูลินหรือ oral hypoglycemic agents ดังนั้น การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรพิจารณาถึงวิธีการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้อาการของโรคเบาหวานดีขึ้น
ผลประโยชน์ต่อหัวใจ การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ การลดความเครียด ความเครียดสามารถทำลายการควบคุมของโรคเบาหวาน โดยเพิ่มจำนวนการผลิตฮอร์โมน, คีโตน(Ketones), กรดไขมันและยูเรีย ดังนั้นการลดความเครียดเป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคเบาหวาน คำแนะนำสำหรับการทดสอบการออกกำลังกาย คำแนะนำสำหรับการทดสอบการออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับ อายุ, ช่วงเวลาของการเป็นโรคเบาหวานและอาการแทรกซ้อนของโรค การทดสอบการออกกำลังกายจะใช้ Protocols สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี มีคำแนะนำ ดังนี้
- เกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และมีอายุเกิน 30 ปี
- เกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 นานกว่า 15 ปี
- เกิดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และมีอายุเกิน 35 ปี
- มีทั้งผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 และปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อื่นๆ
- มีข้อสงสัยหรือรู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
- มีอาการแทรกซ้อนทาง Microrascular หรือ Neurological
ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่พบหลักฐานว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี อาจทดสอบด้วยวิธีทั่วไปหรือตรวจสุขภาพ วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการทดสอบการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวาน คือ
- แยกอาการและขนาดของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี
- วัดหาความเหมาะสมของอัตราความหนักในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
ที่มา: http://mylesson.swu.ac.th/sps421/diabete/2.htm
|