ผู้ที่เป็นโรค ถ้าเป็นน้อย ๆ มักไม่แสดงอาการ เช่น อาการบวมหรือซีด เป็นต้น เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้นหน้าที่ของไต ก็ลดลง ความผิดปกติและอาการแสดงจะมากขึ้น เช่น อ่อนเพลีย บวม เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง ถ้าเป็นมาก ใกล้เป็นไตวายเรื้อรัง จะเพิ่มอาการซีด คันตามตัว เพื่ออาหารชัดเจน การดูแลหน้าที่ไต จึงสมควรต้องดูแลตั้งแต่เริ่มเป็นโรคไตเลยทีเดียว หลายคนได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นไว้แล้วว่าไตเริ่มทำหน้าที่น้อยลง เริ่มขจัดของเสียได้น้อยลง จะโดยสาเหตุจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิต พิษต่อไต หรือสาเหตุอื่นใดก็ตาม หากท่านจะรู้จักทะนุถนอมไตของท่านไว้ชีวิตก็จะยืนยาว ไม่จำเป็นต้องเร่งตนเองเข้าไปสู่ช่วงของการล้างไต การฟอกเลือด และท้ายสุดก็คือรอการเปลี่ยนไต
อาจารย์แพทย์หญิงลีนา องอาจยุทธ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้ความรู้เพื่อให้ผู้ที่เป็นโรคไตอยู่แล้วหรือเคยเป็นโรคไต แต่โรคสงบอยู่ตลอดจนผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง ก่อนจะไปถึงวิธีรักษาโดยการฟอกเลือด ทำไตเทียมว่าจะดูแลรักษาไตของท่านให้เสื่อมช้าที่สุด หรือทำงานให้นานที่สุดด้วยวิธีใดบ้าง ซึ่งถ้าเป็นผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้การรักษาด้วยยาคงมีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องรีบรักษาโดยการทำไตเทียม ซึ่งใช้เวลามาก สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และคุณภาพชีวิตไม่ดี เชื่อแน่ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคไตคงไม่มีใครอยากจะรับการรักษาโดยวิธีไตเทียมเร็วก่อนจึงเวลาอันควร ดังนั้น ท่านควรจะสนใจดูแล ทะนุถนอมไตของท่านอย่างดีที่สุด
หลักการสำคัญที่ อาจารย์แพทย์หญิงลีนาแนะนำคือ
1. ความดันโลหิต ท่านควรจะได้รับการจัดความดันโลหิตที่สม่ำเสมอ จะได้ควบคุมให้อยู่ในระดับปกติ หรือใกล้เคียงปกติซึ่งมีผลต่อหน้าที่ไต ถ้าความดันโลหิตดีตลอดเวลา ก็จะช่วยให้ไตทำหน้าที่ดี ตรงกันข้ามถ้าความดันโลหิตสูง ๆ ต่ำ ๆ ไม่คงที่ส่งผลต่อไตอย่างมาก ทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ ความดันโลหิตของท่านควรอยู่ในระดับใด แพทย์ที่ดูแลจะเป็นผู้กำหนด เพราะอาจแตกต่างกันได้ตามโรคที่เป็นสถานการณ์ตรงช่วงนั้น ที่สำคัญคืออย่าละเลย ไม่กินยาลดความดันโลหิต เพราะคิดว่าสบายดีแล้ว ซึ่งไม่ถูกต้องและมีผลเสียต่อไตเป็นอย่างมาก
การเลือกใช้ยา ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ผู้ดูแลรักษา อาจไม่เหมือนผู้อื่นที่เป็นโรคไตเช่นกัน ขนาดและชนิดของยาก็ย่อมต่างกันไปด้วย
2. การควบคุมระดับน้ำตาล เฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวาน และไตเริ่มเสื่อมหน้าที่จากเบาหวานควรต้องระวังระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับปกติเพื่อป้องกันการทำลายไตไม่ให้มากขึ้น รวมทั้งการทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และที่ตา การเลือกใช้ยารักษาเบาหวานที่เหมาะสม อาจเป็นยาฉีดหรือยารับประทาน ส่วนขนาดจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย แต่ละช่วงของโรคที่เป็น
3. การควบคุมอาหาร มีความจำเป็นต่อการชะลอการเสื่อมของไตอย่างมาก แบ่งเป็น
3.1 อาหารโปรตีน ในผู้ป่วยที่ไตมีการทำหน้าที่น้อยลง มีการคั่งของสารยูเรีย ไนโตรเจน และของเสียอื่น ๆ จำเป็นต้องลดอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ เพื่อไม่ให้ระดับของเสียเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางอาหารสูง คือ เนื้อปลา แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ยังสามารถรับประทานอาหารประเภทเนื้อไก่ และเนื้อหมูได้ เพียงแต่ปริมาณลดลง อย่าลดอาหารจนเกิดภาวะขาดอาหาร เพราะจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
3.2 อาหารเค็ม สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และอาการบวม ควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มทุกชนิด รวมทั้งหาหารหมักดอง ซอสต่าง ๆ และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งจะมีเครื่องปรุงรสที่มีรสเค็ม ทำให้อาการบวมไม่ลดลงและควบคุมความดันโลหิตยาก
3.3 น้ำดื่ม โดยทั่วไปสามารถดื่มน้ำได้ตามความต้องการ ไม่มากและไม่น้อย โดยดูน้ำหนักตัว ถ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับอาการบวม ก็ควรลดปริมาณน้ำดื่มลง โดยปรึกษาแพทย์ร่วมไปด้วย
3.4 อาหารไขมัน สามารถรับประทานได้พอประมาณ โดยดูระดับไขมันในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์เป็นหลักหากควบคุมอาหารประเภทไขมันอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีระดับไขมันสูงอาจต้องกินยาลดไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่กะบิ เนื้อติดมัน ของทอด ไข่แดง ปลาหมึก อาหารทะเล เป็นต้น ซึ่งไขมันในเลือดสูงมาก ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัว และเป็นผลเสียต่อไต
4. การสูบบุหรี่ ปัจจุบันมีการพิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีหน้าที่ไตเสื่อมเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ดังนั้นผู้ที่หน้าที่ไตไม่ค่อยดีจึงควรงดสูบบุหรี่
5. การใช้ยาที่เป็นผลเสียต่อไต ผู้ที่เป็นโรคไต ต้องระวังการใช้ยาเพราะยาบางชนิดทำให้ไตเสื่อมเร็ว หรือเป็นผลเสียต่อไต หากใช้ขนาดสูง หรือนานเกินไป เช่น ยาแก่ปวดข้อ ปวดหลัง รวมทั้งยาสมุนไพร ยาจากรากไม้ ผลไม้บางประเภทที่มีส่วนประกอบของแร่ธาตุบางชนิด ที่ผู้โรคไตไม่สามารถขับออกได้เช่นคนปกติ ได้แก่ สารโพแทสเซียม ซึ่งจะมีมากในรากไม้ ผลไม้ สมุนไพร พืชผู้ป่วยที่มีระดับโพแทสเซียมสูงอยู่แล้ว อาจเกิดอันตรายทำหัวใจเต้นผิดปกติ
นอกจากยาแก่ปวดต่าง ๆ เหล่านี้ ยาขับปัสสาวะบางชนิดที่ลดการขับโพแทสเซียมทางไตก็ต้องระวังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไตวายเรื้อรังค่อนข้างมากแล้ว
6. ภาวะซีด มีรายงานการศึกษาพบว่า ถ้ารักษาภาวะซีดให้ดีจะทำให้ไตเสื่อมช้าลงได้ จึงควรรักษาภาวะไว้ด้วยเสมอ โดยต้องหาสาเหตุ และรักษาต้นเหตุไปพร้อมกัน
7. ภาวะฟอสเฟตในเลือด ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่มักมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง เนื่องจากการขับทางไตลดลง สารฟอสเฟตมีมากในถั่วทุกประเภท นมโยเกิร์ต และเนยแข็ง ถ้าลดปริมาณอาหารแล้วยังมีระดับสูง แพทย์จะให้ยาที่ขับสารนี้ออกทางอุจจาระได้ เพื่อปรับระดับฟอสเฟตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
8. ภาวะติดเชื้อ ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายมีผลกระทบต่อไตได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรได้รับการดูแลรักษาอย่างทันทีและเหมาะสม เพื่อให้หน้าที่ไตอยู่ในระดับที่ทำงานได้ ไม่เสื่อมลงเร็ว ถ้ามีอาการไข้หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจจะได้วินิจฉัยโรค และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
9. การใช้ยาขับปัสสาวะ ยาทุกชนิดมีทั้งคุณและโทษ จำเป็นต้องใช้อย่างเหมาะสม และมีข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง บางระยะยาขับปัสสาวะมีประโยชน์และจำเป็นบางครั้งปัสสาวะออกมากเกินไปก็เป็นผลเสีย เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือ จนกระทบการทำงานของไต ดังนั้นการเฝ้าดูแลอาการของตนเองติดตามการรักษาที่สม่ำเสมอ จะป้องกันเหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านี้ได้
ข้อแนะนำต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว เป็นเพียงหลักใหญ่ ๆ เพื่อใช้ในการดูแลตนเอง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตตั้งแต่ขนาดน้อยจนมาก แต่ก็มิใช่เป็นกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดจนมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีลักษณะความผิดปกติ มีระดับของเสียในเลือดและสาเหตุของโรคไต ตลอดจนภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่าง และหลากหลาย ดังนั้นจึงไม่ควรนำหลักการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคไตแต่ละรายมาเปรียบเทียบกัน เพราะจะไม่เหมือนกัน มีปัจจัยหลายอย่างที่แพทย์จะนำมาพิจารณาประกอบการดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละราย โดยเฉพาะบางรายอาจคล้ายคลึงกัน บางรายก็ต่างกัน ยาที่ใช้ก็เช่นเดียวกันที่สำคัญคือ ข้อแนะนำที่แพทย์ให้ ให้การสังเกตตรวจความผิดปกติที่เกิดขึ้น การติดต่อรักษาและสื่อสารกับแพทย์ได้สม่ำเสมอ จะช่วยให้ท่านสามารถมีไตที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งได้นาน สมกับความตั้งใจของผู้เป็นเจ้าของ
เขียนโดย นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
|