บทความที่น่าสนใจ
ยาน่ารู้
ยาปฏิชีวะนะ
บทความที่น่าสนใจ
ยาที่ควรรู้จัก และทำความเข้าใจ
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ ยาที่ควรรู้จัก และทำความเข้าใจ |
| ยาปฏิชีวะนะ |
|
ยาปฏิชีวะนะ
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ 1. ต้องรับประทานให้ครบขนาดและกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ระดับสูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง 2. ไม่ควรซื้อยาเก็บไว้ใช้มากๆเนื่องจากการติดเชื้อจะต้องใช้ยาให้เหมาะสมกับเชื้อต้นเหตุ ซึ่งแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไป จึงควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการติดเชื้อทุกครั้ง เพื่อได้รับ ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องกับ เชื้อโรคและไม่ควรแบ่งปันยาปฏิชีวนะของตนให้ผู้อื่นที่เป็นโรคติดเชื้อใช้ เพราะอาจมีอาการเหมือนกันแต่เกิดจากเชื้อต้นเหตุต่างกัน 3. ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะที่สงสัยว่าเสียหรือหมดอายุแล้วซึ่งต้องสังเกต 4. เมื่อเกิดอาการที่สงสัยว่าเป็นการแพ้ยา ให้หยุดยาและไปปรึกษาแพทย์ทันที และต้องจดชื่อยาที่แพ้ไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับยาที่ทำให้แพ้ซ้ำซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 5. ยาปฏิชีวนะบางอย่าง มีข้อควรระวังพิเศษในการใช้ เช่น ทำให้คลื่นไส้อาเจียน มีผลต่อไต ตับหรือมีปฏิกิริยากับยาอื่น ทำให้เกิดอันตรายรุนแรงได้ ซึ่งยาเหล่านี้ แพทย์หรือเภสัชกรจะให้คำแนะนำชี้แจงกับผู้ใช้ยาเสมอถึงข้อควรระวังและหลีกเลี่ยง จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ท่านเคยแพ้ยาหรือไม่ อาการแพ้ยาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในคนที่มีประวัติ แพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน และในคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ (หืด, หวัดเรื้อรัง, ลมพิษ, ผื่นคัน) จะมีโอกาสแพ้ยามากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นการใช้ยาจึงควรระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มาก ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ยาเกินความจำเป็น ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้และพบได้บ่อย 1. ยาต้านจุลชีพหรือยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน, แอมพิซิลิน, ยาประเภทัลฟา, เตตราซัยคลิน, สเตรปโตมัยซิน 2. ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น แอสไพลิน, ยาแก้ปวดข้อ 3. ยาชา เช่น ไซโลเคน, โปรเคน 4. เซรุ่มต่างๆ เช่น เซรุ่มแก้พิษงู, แก้บาดทะยัก 5. น้ำเกลือและเลือด อาการ 1.ในรายที่อาการแพ้ไม่รุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นผื่นคัน หรือมีผื่นแดง จุดแดง หรือตุ่มใสเล็กๆขึ้นทั่วตัว หรือหน้าบวม หนังตาบวม(เล็กน้อย) ริมฝีปากบวมขาบวม เท้าบวม มักเกิด จากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพลิน, เพนวี, แอมพิซิลิน, ยาประเภทซัลฟา 2.ในรายที่มีอาการแพ้ปานกลาง อาจมีอาการใจสั่นแน่นหน้าอก หรือหายใจขัดคล้ายหืด มักเกิดจากการใช้ยาฉีด 3.ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และหยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยาประเภทเพนนิซิลินหรือเซรุ่มทันทีทันใด บางครั้งอาจถึงความตายแบบที่เรียกว่า “ตายคาเข็ม” ได้ อาจพบเป็นลักษณะพุพอง หนังเปื่อย ลอกทั้งตัวคล้ายถูกไฟลวก ปากเปื่อย ตาอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ มีไข้เรียกกลุ่มอาการสตีเวนจอห์นสันซินโดรม 4.ในการแพ้เลือดหรือน้ำเลือด มักมีอาการไข้หนาวสั่นหรือลมพิษขึ้น โดยทั่วไปยาฉีดจะทำให้เกิดอาการรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าชนิดกิน การป้องกัน 1.ควรจำชื่อยาที่ท่านแพ้ให้ได้ หรือพกบัตรที่มีชื่อยาที่ท่าแพ้พกติดตัวตลอดเวลา 2.แจ้งประวัติแพ้ยาและประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ และควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มาก นอกจากนี้ควรสังเกตอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น ถ้ามีอาการให้รีบหยุดยาแล้วกลับไปหาแพทย์ที่รักษาทันที 3.อย่าฉีดยาพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่ฉีดยาโดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น เพนนิซิลิน, เซรุ่ม ควรทำแบบทดสอบก่อน 4.ถ้ารู้ว่าแพ้ยาชนิดใดให้หยุดยาและห้ามกินยาชนิดนั้นอีกต่อไป 5.อาการแพ้ยามักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนหลายๆครั้ง ในทารกหรือเด็กอ่อนที่ไม่ได้รับยานั้นมาก่อน จึงมีโอกาสแพ้ยาน้อย ส่วนคนที่เคยได้รับยา (โดยเฉพาะยาฉีด) มาก่อนหลายๆครั้ง โอกาสที่จะแพ้ยาชนิดนั้นสูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยิ่งใช้ยาบ่อยครั้งขึ้นเท่าใด ก็พึงระวังการเกิดอาการแพ้มากขึ้นเท่านั้น
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|