บทความที่น่าสนใจ
ยาน่ารู้
'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ'
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก |
| 'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ' |
|
'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ' ถ้าท่านสงสัยว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ จะทราบได้อย่างไร? 2.การตรวจเชื้อไวรัส 2.1ไวรัสตับอักเสบ บี การตรวจแอนติเจนผิวของไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg) ซึ่งจะบ่งชี้ว่าท่านมีเชื้อไวรัสบีอยู่หรือไม่ (ผลบวก แสดงว่ามีเชื้อ, ผลลบแสดงว่าไม่มีเชื้อ) หากไม่มีเชื้อ อาจตรวจหาภูมิต่อไวรัสบี ซึ่งเรียกว่า anti HBs สำหรับผู้ป่วยที่มีไวรัสบี อาจตรวจ อี แอนติเจน ของไวรัสตับ อักเสบ บี (HBeAg) ถ้าผลเป็นบวก แสดงว่าเชื้อไวรัสกำลังแบ่งตัวปริมาณมาก และเป็นช่วงที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือทำการรักษาเพื่อลดความรุนแรงของโรค ในบางรายแพทย์อาจส่งตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV-DNA) เพื่อหาปริมาณเชื้อว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยแพทย์ออกแบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการตรวจที่มีราคาแพง 2.2ไวรัสตับอักเสบ ซี การตรวจภูมิต้านทานจาก ไวรัส ซี หรือ การตรวจหาแอนติบอดี้ต่อไวรัส ซี (Anti-HCV) โดยที่ภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้) ที่ร่างกายสร้างขึ้นนี้ เพียงแต่บอกถึงว่าท่านเคยได้รับเชื้อไวรัส ซี และยังมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายเท่านั้น ในรายที่เคยมีประวัติเสี่ยง เช่น ได้รับเลือดร่วมกับมีการทำงานของตับผิดปกติ แสดงว่าท่านน่าจะมีไวรัสตับอักเสบ ซี ในบางรายอาจต้องตรวจหาไวรัสโดยตรง หรือ ตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV-RNA) เพื่อดูปริมาณเชื้อว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ออกแบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น 3.การตรวจดูลักษณะโครงสร้างของตับ เช่น การตรวจวิธีคลื่นเสียง (อัลตราซาวด์) เพื่อดูลักษณะตับในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีตับแข็งและหรือ มะเร็งตับ ร่วมด้วยหรือไม่ แต่เป็นการตรวจ ที่หยาบ แม้ผลการตรวจปกติท่านก็อาจจะมีการอักเสบมากได้ 4.การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับ อาจจะขอความร่วมมือจากท่านในการเจาะตับ เพื่อนำชิ้นเนื้อตับมาตรวจ โดยการดูดชิ้นเนื้อปริมาณน้อยมาก แพทย์จะฉีดยาชาและใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดออกมา โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยความรุนแรงของโรคได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มาก เมื่อป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ท่านควรไปพบใคร? อายุรแพทย์ทั่วไป สามารถดูแลท่านได้ในเบื้องต้น โดยการตรวจการทำงานของตับสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปกติเกิดขึ้น ท่านควร ไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินอาหารและโรคตับ เพื่อดูแลท่าน โดยแพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยา และเนื่องจากการดูแลผู้ป่วยโรคตับมีรายละเอียด ข้อควรระวังอีกมาก ดังนั้น ควรรักษาและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง กับแพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินอาหารและโรคตับ ภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนมากจะสามารถหายได้เอง จากการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกาย โดยระบบ ภูมิคุ้มกันของตนเอง (อาจใช้ระยะเวลานานถึง 6 เดือน) แต่โชคไม่ดี สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด มีอาการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนที่เรามักจะเรียกกันว่า “โรคตับอักเสบเรื้อรัง” 5-10% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส บี และกว่า 85% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซี ที่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสมักจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง เกิดภาวะตับวาย หรือโรคมะเร็งตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ส่วนระยะเวลาการเกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าว อาจใช้เวลาหลายปี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไร ขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคนและความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบ ชนิดนั้น ๆ โดยมากชนิด ซี จะพบว่ามีการทำลายของเนื้อตับรุนแรงกว่าชนิดบี การรักษา ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่ยังไม่เป็นตับแข็ง เป็นยาฉีด ชื่อ อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งยานี้จะลดจำนวนไวรัส และสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อต้านไวรัส ยานี้จะช่วยให้การอักเสบของตับลดลง และสภาพเนื้อตับดีขึ้น แต่การรักษาต้องใช้เวลานานอย่างต่อเนื่อง (สำหรับไวรัสบี จะฉีดยา 4-6 เดือน ไวรัสซี ฉีดยาอย่างน้อย 12 เดือน) ยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน เป็นยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังแล้วเท่านั้น ในปัจจุบันแม้จะมียารับประทานรักษาตับอักเสบจากไวรัส บี เช่น ยาลามิวู ดีน แต่จะใช้ในกรณีที่ตับมีการอักเสบเท่านั้น ในผู้ป่วยที่เป็นพาหะจะไม่ได้ประโยชน์จากการรักษาและการรับประทานยา ต้องรับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าจะตรวจ HBeAg ไม่พบ การปฏิบัติตัวอื่น ๆ -หลีกเลี่ยงการออกกำลังอย่างหักโหม ในช่วงที่มีอาการตับอักเสบ แต่การออกกำลังกายสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้ -งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ตับเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตับอักเสบจากไวรัส ซี จะเสริมการอักเสบมากขึ้น -รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องดื่มน้ำหวานมาก ๆ เพราะอาจทำให้เกิดไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้นและตับโต -ทำจิตใจให้สบาย พยายามลดความเครียด หรือวิตกกังวล แม้ว่าในปัจจุบันการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง จะยังได้ผลที่ไม่น่าพอใจนัก มีผู้ป่วย บางจำนวนที่กลับเป็นซ้ำหลังหยุดการรักษา หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้น จึงมีการวิจัยคิดค้นวิธีการรักษาโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการเพิ่มสูตรยารักษาเป็นยาใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถที่จะรักษาโรคไวรัสตับอักเสบให้หายขาดได้ในที่สุด ในรายที่เป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือเป็นพาหะ ควรไปพบแพทย์เป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจร่างกาย และแพทย์อาจทำการตรวจหามะเร็งตับด้วย โดยเฉพาะในรายที่มีอายุมากกว่า 40 หรือมีตับแข็ง มีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว ดังนั้น ท่านก็ยังคงเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อดังกล่าวมาข้างต้นและการมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะป้องกันการแพร่ระบาดในสังคม ก็คงยังเป็นส่วนสำคัญ เพื่อช่วยปกป้องทรัพยากรบุคคลอันมีคุณ ค่ายิ่ง ข้อมูลจากชมรมโรคตับแห่งประเทศไทย
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|