S5 User Choice
September 8, 2010
ศูนย์พยาบาล 24 ชั่วโมง คลิกดูรายละเอียด
saiyai300x100.gif
แกรนนี่แคร์ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
You are here:  Home arrow บทความที่น่าสนใจ arrow ยาน่ารู้ arrow 'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ' arrow บทความที่น่าสนใจ arrow โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก 
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก

'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ'
Digg!

Rating 2.5/5 (2 votes)

'การตรวจกรองและดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบ'

ถ้าท่านสงสัยว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ จะทราบได้อย่างไร?

ท่านควรไปรับการตรวจ เพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ โดย

doc4.jpg1.การตรวจการทำงานของตับ โดยการตรวจหาระดับเอนไซม์ในเซลล์ตับที่เรียกว่า เอสจีโอที (SGOT หรือ AST) และเอสจีพีที (SGPT หรือ ALT) ค่าปกติของทั้ง 2 ค่านี้ จะน้อยกว่า 40 IU/L หากค่าที่ตรวจพบสูงกว่าค่าปกติ 1.5-2 เท่า หรือมากกว่า แสดงว่าตับกำลังอักเสบ หากพบว่า มีความผิดปกติ แพทย์อาจจะขอตรวจ เดือนละครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากค่าเอนไซม์ของ เซลล์ตับที่เกิดจากการอักเสบด้วยเชื้อไวรัส อาจมีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ จึงต้องมีการติดตามดูเป็นระยะ ๆ อีกทั้งเพื่อให้แน่ใจว่า การอักเสบ ของตับไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด



2.การตรวจเชื้อไวรัส

2.1วรัสตับอักเสบ บการตรวจแอนติเจนผิวของไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg) ซึ่งจะบ่งชี้ว่าท่านมีเชื้อไวรัสบีอยู่หรือไม่ (ผลบวก แสดงว่ามีเชื้อ, ผลลบแสดงว่าไม่มีเชื้อ) หากไม่มีเชื้อ อาจตรวจหาภูมิต่อไวรัสบี ซึ่งเรียกว่า anti HBs สำหรับผู้ป่วยที่มีไวรัสบี อาจตรวจ อี แอนติเจน ของไวรัสตับ อักเสบ บี (HBeAg) ถ้าผลเป็นบวก แสดงว่าเชื้อไวรัสกำลังแบ่งตัวปริมาณมาก และเป็นช่วงที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือทำการรักษาเพื่อลดความรุนแรงของโรค ในบางรายแพทย์อาจส่งตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV-DNA) เพื่อหาปริมาณเชื้อว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยแพทย์ออกแบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการตรวจที่มีราคาแพง

2.2ไวรัสตับอักเสบ ซี การตรวจภูมิต้านทานจาก ไวรัส ซี หรือ การตรวจหาแอนติบอดี้ต่อไวรัส ซี (Anti-HCV) โดยที่ภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้) ที่ร่างกายสร้างขึ้นนี้ เพียงแต่บอกถึงว่าท่านเคยได้รับเชื้อไวรัส ซี และยังมีเชื้อนี้อยู่ในร่างกายเท่านั้น ในรายที่เคยมีประวัติเสี่ยง เช่น ได้รับเลือดร่วมกับมีการทำงานของตับผิดปกติ แสดงว่าท่านน่าจะมีไวรัสตับอักเสบ ซี ในบางรายอาจต้องตรวจหาไวรัสโดยตรง หรือ ตรวจหาปริมาณของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV-RNA) เพื่อดูปริมาณเชื้อว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ออกแบบการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

3.การตรวจดูลักษณะโครงสร้างของตับ เช่น การตรวจวิธีคลื่นเสียง (อัลตราซาวด์) เพื่อดูลักษณะตับในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีตับแข็งและหรือ มะเร็งตับ ร่วมด้วยหรือไม่ แต่เป็นการตรวจ ที่หยาบ แม้ผลการตรวจปกติท่านก็อาจจะมีการอักเสบมากได้

4.การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับ อาจจะขอความร่วมมือจากท่านในการเจาะตับ เพื่อนำชิ้นเนื้อตับมาตรวจ โดยการดูดชิ้นเนื้อปริมาณน้อยมาก แพทย์จะฉีดยาชาและใช้เข็มเล็ก ๆ ดูดออกมา โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยความรุนแรงของโรคได้ถูกต้องยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มาก
เมื่อป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ท่านควรไปพบใคร?

อายุรแพทย์ทั่วไป สามารถดูแลท่านได้ในเบื้องต้น โดยการตรวจการทำงานของตับสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปกติเกิดขึ้น ท่านควร ไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินอาหารและโรคตับ เพื่อดูแลท่าน โดยแพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยา และเนื่องจากการดูแลผู้ป่วยโรคตับมีรายละเอียด ข้อควรระวังอีกมาก ดังนั้น ควรรักษาและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง กับแพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินอาหารและโรคตับ
ภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ส่วนมากจะสามารถหายได้เอง จากการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกาย โดยระบบ ภูมิคุ้มกันของตนเอง (อาจใช้ระยะเวลานานถึง 6 เดือน)

แต่โชคไม่ดี สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด มีอาการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 6 เดือนที่เรามักจะเรียกกันว่า “โรคตับอักเสบเรื้อรัง” 5-10% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส บี และกว่า 85% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซี ที่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสมักจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง เกิดภาวะตับวาย หรือโรคมะเร็งตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า ส่วนระยะเวลาการเกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าว อาจใช้เวลาหลายปี แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไร ขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละคนและความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบ ชนิดนั้น ๆ โดยมากชนิด ซี จะพบว่ามีการทำลายของเนื้อตับรุนแรงกว่าชนิดบี

การรักษา

ภายใต้การวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบัน ยาที่ใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่ยังไม่เป็นตับแข็ง เป็นยาฉีด ชื่อ อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งยานี้จะลดจำนวนไวรัส และสร้างภูมิคุ้มกันในการต่อต้านไวรัส ยานี้จะช่วยให้การอักเสบของตับลดลง และสภาพเนื้อตับดีขึ้น แต่การรักษาต้องใช้เวลานานอย่างต่อเนื่อง (สำหรับไวรัสบี จะฉีดยา 4-6 เดือน ไวรัสซี ฉีดยาอย่างน้อย 12 เดือน)

ยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน เป็นยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังแล้วเท่านั้น ในปัจจุบันแม้จะมียารับประทานรักษาตับอักเสบจากไวรัส บี เช่น ยาลามิวู ดีน แต่จะใช้ในกรณีที่ตับมีการอักเสบเท่านั้น ในผู้ป่วยที่เป็นพาหะจะไม่ได้ประโยชน์จากการรักษาและการรับประทานยา ต้องรับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าจะตรวจ HBeAg ไม่พบ

การปฏิบัติตัวอื่น ๆ

-หลีกเลี่ยงการออกกำลังอย่างหักโหม ในช่วงที่มีอาการตับอักเสบ แต่การออกกำลังกายสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
-งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ตับเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตับอักเสบจากไวรัส ซี จะเสริมการอักเสบมากขึ้น
-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องดื่มน้ำหวานมาก ๆ เพราะอาจทำให้เกิดไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้นและตับโต
-ทำจิตใจให้สบาย พยายามลดความเครียด หรือวิตกกังวล

แม้ว่าในปัจจุบันการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง จะยังได้ผลที่ไม่น่าพอใจนัก มีผู้ป่วย บางจำนวนที่กลับเป็นซ้ำหลังหยุดการรักษา หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้น จึงมีการวิจัยคิดค้นวิธีการรักษาโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนายาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการเพิ่มสูตรยารักษาเป็นยาใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถที่จะรักษาโรคไวรัสตับอักเสบให้หายขาดได้ในที่สุด ในรายที่เป็นตับอักเสบเรื้อรังหรือเป็นพาหะ ควรไปพบแพทย์เป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจร่างกาย และแพทย์อาจทำการตรวจหามะเร็งตับด้วย โดยเฉพาะในรายที่มีอายุมากกว่า 40 หรือมีตับแข็ง มีประวัติมะเร็งตับในครอบครัว

ดังนั้น ท่านก็ยังคงเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อดังกล่าวมาข้างต้นและการมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะป้องกันการแพร่ระบาดในสังคม ก็คงยังเป็นส่วนสำคัญ เพื่อช่วยปกป้องทรัพยากรบุคคลอันมีคุณ ค่ายิ่ง

ข้อมูลจากชมรมโรคตับแห่งประเทศไทย
ความคิดเห็น
เพิ่มข้อความใหม่ ค้นหา
ผู้เยื่ยมชม  - ช่วยตอบผมที   |119.42.77.xxx |2008-09-27 08:57:20
ผมอายุ 23 ปี ครับ เป็นโรคนี้อยู่ อ่อนเพลียมาก ปวดแสบทองด้านขวาตลอดเวลา และผมก็เจาะเลือดตามที่หมอนัดจนครบ วันที่ไปหาหมอวันนัดสุดท้าย หมอบอกผมเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และผมมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่ในร่างกาย 48 ล้านตัว และหมอก็มาถามผมว่าผมจะรักษาอย่างไร มียาทานและฉีด ยาฉีดเข็มละ หมื่นกว่าบาท ฉีด 48 เข็ม ยาทานก็มีถึงเม็ดละ หกร้อยกว่าบาท ผมคิดดูแล้วถ้าเป็นยาฉีดผมคงไม่มีเงินมากพอที่จะฉีดครบ ถึงตอนนี้ผมอ่อนเพลียมาก ปวดแสบทองมาก ผมอยากให้พี่ช่วยแนะนำผมที่ว่าควรจะรักษาอย่างไรดี ขอบคุณครับ
admin  - ตอบให้แล้วนะครับ   |118.172.60.xxx |2008-09-27 16:56:03
ครับก็ตามที่หมอบอกแหละครับ คือ มี 2อย่างให้เลือกไม่กินยา ก็ฉีดยา ยาชนิดนี้แพงมาก ๆ อย่างที่คุณบอกแหละครับแต่ก็มี 2 ทางให้เลือกจริง ถ้าคุณสามารถซื้อยาชนิดนี้ได้ในราคาถูกกว่านี้ก็จะลดค่าใช้จ่ายได้ยานั้นก็คือ
1 ยาฉีด pegylated interferon-alpha ต้องฉีดทุกอาทิตย์เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน
2. ยากิน
-lamivudine 100mg วันละ1ครั้ง และ

-adefovir ชื่อสามัญทางยา1-3: Adefovir dipivoxil

ชื่อการค้า (Trade Name)1-3: Hepsera

ชื่อทางเคมีและส่วนประกอบ1-3: 9-[2-[[bis[(pivaloyloxy)methoxy]-phosphinyl]methoxy]ethyl]adenine หรือ C20H32N5O8P มวลโมเลกุล 501.48 มีลักษณะเป็นผงสีขาวหรือเกือบขาว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การแบ่งภาคระหว่างวัตภาคน้ำมัน/น้ำ (log P) [โดยใช้ฟอสเฟตเป็นบัฟเฟอร์ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) 7.0] เท่ากับ 1.91 ค่าการละลายในน้ำที่ความเป็นกรดด่าง 2.0 และ 7.2 มีค่าเท่ากับ 19 และ 0.4 มิลลิกรัม/มิลลิลิตรตามลำดับ

รูปแบบเภสัชภัณฑ์1-3: เป็นยาเม็ด มีหนึ่งขนาดความแรงคือ 10 มิลลิกรัมต่อเม็ด เป็นเม็ดสีขาว imprint บนเม็ดยา เป็นอักษรภาษาอังกฤษ ส่วนโค้งด้านบนคือ GS ส่วนโค้ง ด้านล่างเป็น KNU

ผู้ผลิต/ผู้แทนจำหน่าย: Glaxo SmithKline (Thailand)/ บริษัท ดีทแฮล์ม (ประเทศไทย) จำกัด
ยากินเนี่ยะใช้ต้านไวรัส ผู้ป่วยโรคเอดส์ก็กินยานี่ ยากินน่าจะถูกกว่ายาฉีดนะครับ แต่คุณควรถามหมอดู ก่อนนะครับว่ากินกับฉีดอันไหนให้ผลดีกว่ากัน แล้วลองเทียบค่าใช้จ่ายดูครับ
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
Email:
 
Website:
เรื่อง:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."





Reddit!Del.icio.us!Facebook!Slashdot!Netscape!Technorati!StumbleUpon!Newsvine!Furl!Yahoo!Ma.gnolia!Free social bookmarking plugins and extensions for Joomla! websites! title=
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ศูนย์จัดส่งพนักงาน ทรัพย์สมบูรณ์ธุรกิจ
rk_banner.gif
baan_auainruk2.gif สบายดี เนอสซิ่งโฮม ณัฐจรรยา เนอร์สซิ่งแคร์
eldercarethailand.com รวมข้อมูล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม เนอสซิ่งโฮม เนอร์สซิ่งแคร์
 *ข้อความที่เป็นโฆษณาทั้งหมดใน eldercarethailand.com ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการตัดสินใจ กรุณารวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเลือก ทาง Elder Care Thailand ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทางศูนย์ดูแลฯ ใด ๆ ทั้งสิน*
bandwidth test
My Google Page Rank
               ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
กดเพื่อลงชื่อเข้าใช้
กดเพิ่มปิด tab นี้