บทความที่น่าสนใจ
ยาน่ารู้
ไวรัสตับอักเสบ
บทความที่น่าสนใจ
โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก |
| ไวรัสตับอักเสบ |
|
ให้ความสำคัญกับไวรัสตับอักเสบอีกครั้ง
การอักเสบของตับ (Hepatitis) จะทำให้ตับบวม, มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการ อ่อนเพลีย จากการทำงานผิดปกติ ของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้น เป็นเวลานาน จะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วย เนื้อเยื่อพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่ม ๆ แม้ว่าสาเหตุของตับแข็งจะมีมากมาย แต่สาเหตุ ที่สำคัญคือ ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ในบางรายโรคอาจรุนแรง เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้ ด้วยข้อมูลจากชมรมโรคตับแห่งประเทศไทย ได้ให้ความรู้ภาพรวมในเรื่องนี้ไว้อย่างถูกต้องและง่ายดังนี้ ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ (A) พบได้ทุกอายุ ในเด็กหากได้รับเชื้อมักไม่มีอาการ แต่ในผู้ใหญ่มักมีอาการของตับอักเสบ โรคนี้หากเป็นแล้วจะหายขาด ไม่มีโรคเรื้อรังและไม่ทำให้เกิดตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบชนิด บี (B) เป็นชนิดที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคมาก และเป็นปัญหาอย่างมาก ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบ บี มากกว่า 350 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยคาดว่ามีประชากรถึงร้อยละ 5 มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และเป็นสาเหตุสำคัญของตับแข็ง, มะเร็งตับ ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี (C) เป็นอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคมาก เช่นกัน เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ ปัจจุบันกำลังทวีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันเหมือนไวรัส บี ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี (D) อาจ เรียกว่า เดลต้าไวรัส จะพบการติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบดี ร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี เสมอ โดยอาจพบพร้อมกัน หรือติด เชื้อซ้ำเติมในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสบีเรื้อรังอยู่ ก่อน ในประเทศไทยพบได้ในกลุ่มติดยาเสพติดชนิดฉีด ไวรัสตับอักเสบชนิด อี (E) เป็นเชื้อไวรัสคล้ายกับชนิด เอ พบมากในประเทศทางแถบมหาสมุทรอินเดีย เช่น อินเดีย, บังกลาเทศ, พม่า ในประเทศไทย จากการศึกษาพบได้น้อยไม่ค่อยเป็นปัญหาสำคัญ มีการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบอย่างไร ? เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และชนิด อี (A, E) เชื้อจะติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูลของผู้ป่วย หรือจากอาหารทะเลที่ดิบ ๆ สุก ๆ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด บี (B) มัก จะติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือจากมารดาสู่ บุตร (ขณะคลอด) แต่มีบางรายที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี (C) มักติดต่อจากการที่สัมผัสกับเลือดของผู้ป่วย หรือ ได้รับเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ การใช้ของมีคม เช่น มีดโกน หรือ เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ป่วย และยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ติดเชื้อโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ดี, เดลต้า (D) มักจะติดต่อทางการสัมผัสเลือดของผู้ป่วย หรือ ได้รับเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัส บี อยู่ก่อน อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ ในกรณีที่เป็น ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจพบผื่นขึ้นตามตัวหรือมีอาการท้องเสีย ปวดมวนในท้อง น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งอาการจากที่กล่าวมาจะคล้ายอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัสสาวะเป็นสีชาเข้ม หรือพบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) มีไข้ ต่ำ ๆ แต่ไม่พบในผู้ป่วยโรคตับอักเสบทุกรายเสมอไป โดยที่ผู้ป่วยบางรายไม่พบอาการดีซ่านเลยก็ได้ ซึ่งอาการตัวเหลือง ตาเหลือง จะหายไปภายใน 1-4 สัปดาห์ แต่ในบางรายอาจนาน 2-3 เดือนได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ ยกเว้นบางราย โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ อาจพบว่าประมาณร้อยละ 5-10 จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ในไวรัสตับอักเสบ ซี จะพบโรคเรื้อรังมากกว่าร้อยละ 85 สำหรับไวรัสเดลต้า จะขึ้นกับไวรัส บี หากไวรัส บี หายก็จะหายตาม ใน ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการอักเสบ และมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อย ๆ จนเกิดตับแข็ง มีภาวะตับวาย และเป็นมะเร็งตับในที่สุด ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้อและป่วยอีกหรือไม่? ในกรณีไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี จะหายขาดและไม่เป็นอีก สำหรับไวรัสตับอักเสบบี มากกว่าร้อยละ 90 จะหายขาดและมีภูมิป้องกันไม่เป็นซ้ำอีก สำหรับไวรัสตับอักเสบ ซี และ เดลต้า ยังไม่มีข้อมูลว่ามีภูมิคุ้มกัน ดังนั้น หากได้รับเชื้อไวรัสนี้ซ้ำอีกก็มีโอกาสเป็นได้อีก นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นหรือ เป็นปกติ อาจจะยังมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย ซึ่งพร้อมที่จะทำร้ายตับได้ทุกเมื่อ แต่ที่ยังไม่แสดงอาการ เป็นเพราะเชื้อยังสงบอยู่เท่านั้น หรืออาจถูกควบคุมจากภูมิคุ้มกันได้ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น พาหะของโรคคืออะไร? และจะทำอย่างไรเมื่อป่วยเป็นพาหะ..... ผู้ป่วยที่เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่มีอาการแสดงของภาวะตับอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถที่จะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ จึงควรป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น และต้องหมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะ ๆ ผู้ป่วยมักเป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบชนิด บี หรือ ซี เท่านั้น (นั่นคือ ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อดังกล่าวออกจากร่างกายได้หมด) ส่วนไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น ๆ มักจะสามารถหายเป็นปกติได้ ถ้ามารดาเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ จะมีผลอย่างไรต่อบุตรในครรภ์? บุตรที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดบี ในระยะที่เชื้อยังมีการแบ่งตัวมาก จะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ได้ถึงร้อยละ 90 แต่ปัจจุบันการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับทารกที่คลอดออกมา จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ มีรายงานว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถ ตรวจพบในน้ำนมของแม่ที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าจะถ่ายทอดเชื้อผ่านทางน้ำนม ดังนั้น จึงสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ สำหรับไวรัสตับอักเสบ ซี พบว่าโอกาสติดต่อไปยังทารกพบได้น้อยกว่าร้อยละ 5. ที่มา : นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||||||||||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|