S5 User Choice
February 9, 2012
บ้านอุ่นไอรัก คลิกดูรายละเอียดsaiyai_flood.gifแกรนนี่แคร์ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ลิฟวิ่งเวล ดีดี เนอร์สซิ่งโฮม สถานดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุbanner.gifบ้านอิ่มอุ่นมอบส่วนลด 10% ตลอดเดือนมกราคมดวงใจเนอร์สซิ่งโฮม ศิวนาถ เนิร์ซซิ่งโฮม  โอเรียลทอล โฮม แคร์ จำกัด Oriental Home Care.Co.,Ltd  แฮปปี้ไลฟ์ โฮมแคร์ บ้านมีรัก วีไอพี โฮมแคร์ vip home care pd_banner2.gif สถานบำบัดฟื้นฟู อธิคมเฮลท์แคร์ ณัฐจรรยา เนอสซิ่งโฮม ดีดี เนอร์สซิ่งแคร์บริษัท โครนัส(ประเทศไทย) จำกัดบ้านพักผู้สูงอายุ ธรรมดี
You are here:  Home arrow บทความที่น่าสนใจ arrow ยาน่ารู้ arrow ความรุนแรงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน arrow บทความที่น่าสนใจ arrow โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก 
ขณะนี้มี 27 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
prorehab รับทำกายภาพบำบัดที่บ้าน โดยนักกายภาพ ป.โท
น้ำทิพย์เนิร์สซิ่งโฮม
พื้นที่เช่าโฆษณา
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก

ความรุนแรงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
Digg!

Rating 3.0/5 (3 votes)

ความรุนแรงของโรคheart1.jpegกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ 17 แห่งจัดตั้งโครงการทะเบียนผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศไทย โดยทำการวิจัย เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2545-2548 จำนวนทั้งสิ้น 9,373 ราย โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม เป็นผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรุนแรงมาก ถึงร้อยละ 41 ส่วนผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันรุนแรงปานกลาง มีสัดส่วนร้อยละ 38 และผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โดยยังไม่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ มีสัดส่วนร้อยละ 21

จากการศึกษาพบว่า

ความรุนแรงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในคนไทยมีสูงมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 65-75 ปheart2.jpegี มีภาวะโรคเบาหวานร่วมด้วยร้อยละ 44.2 ภาวะความดันโลหิตสูงร้อยละ 63.9 ไขมันในเลือดสูงร้อยละ 75.4 ส่วนในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 45 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรค คือ การสูบบุหรี่

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยในไทยมีอัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลสูงร้อยละ 12.6 ในขณะที่ผู้ป่วยในต่างประเทศมีอัตราเสียชีวิตเพียงร้อยละ 4.9 เท่านั้น นับว่าประเทศไทยมีความรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากกว่าต่างประเทศถึง 2 เท่า

แนวโน้มของโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย

แนวโน้มของโรคหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทุกวันนี้เปลี่ยนไป และมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่รับประทานผักผลไม้ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ มีภาวะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงและโรคอ้วน นอกจากนี้ ผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง รวมทั้งผู้สูงอายุ และหากคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจก็เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนอื่น

สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในประเทศไทย
จากการประมาณการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในประเทศไทย พบว่า มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจรายใหม่เกิดขึ้น 21,700 รายต่อปี

ทุกชั่วโมงคนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 5.3 คน ทุกๆ 12 นาที หรือวันละ 126 คน
ทุกชั่วโมงคนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 2.3 คน ทุกๆ 30 นาที หรือวันละ 54 คน
ทุกชั่วโมงคนไทยตายด้วยเบาหวาน 2.3 คน เฉลี่ยคนไทยตายด้วยโรคหัวใจ/หลอดเลือด หรือเบาหวานทุกๆ 6 นาที
สาเหตุที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง

ระยะเวลา ตั้งแต่มีอาการจนถึงได้รับการรักษาช้า ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาช้าเท่าใดอัตราเสียชีวิตจะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลร้อยละ 17 เมื่อมาถึงมักมีภาวะช็อก ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 50 ดังนั้นหากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาล่าช้าเกินกว่า 12 ชั่วโมง หลังมีอาการเตือนอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 25

อาการบอกเหตุที่สามารถสังเกตได้ คือ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ หรือมีอาการเจ็บร้าวไปบริเวณแขนซ้าย คอ ไหล่ หรือมีเหงื่อออกทั่วร่างกาย บางรายมีอาการเหนื่อยหอบ นานกว่า 20-30 นาที เป็นสัญญาณวิกฤตที่ผู้ป่วยจะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

การที่ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีภาวะโรคเบาหวานร่วมด้วยเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่
ทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่าในต่างประเทศ เบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความรุนแรงสูงต่อการเกิดของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดรุนแรง ถึงร้อยละ 37 ซึ่งภาวะโรคเบาหวานร่วม
ทำให้มีภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้น 1.8 เท่า โดยกลุ่มผู้ป่วยที่มีเบาหวานร่วมจะมีอาการเจ็บหน้าอกเตือนลดลง ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของระบบปลายประสาท จึงทำให้ขาดอาการบอกเหตุ จนทำให้การรับการรักษาล่าช้า ที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยร้อยละ 12.5 ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็น
เบาหวาน อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญจึงไม่ได้รับการตรวจเช็ค ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรตรวจและควบคุมเบาหวาน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก่อนมีอาการหรือเกิดโรคเพื่อรักษาได้ทันท่วงที
ในต่างประเทศพบว่าโรคซึมเศร้าเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญ

รายงานผลการศึกษาวิจัยหลังปี 1990 เป็นต้นมา พบว่าผู้ป่วย
โรคหลอดเลือดหัวใจ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าร่วมด้วย มากถึงร้อยละ 17-27 โดยทำการสำรวจผู้ป่วยที่รับไว้รักษาใน
โรงพยาบาล และพบว่าโรคซึมเศร้ามีผลเสียต่อการทำหน้าที่ของหัวใจ

คณะแพทย์โรคหัวใจที่มหาวิทยาลัยมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้ทำการศึกษาพบว่า การใช้ยาต้านซึมเศร้าในกลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดกลับสารซิโรโทนิน ช่วยลดความรุนแรงของ
โรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ เช่นเดียวกับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดที่จัดขึ้นเป็นโปรแกรมพิเศษ ผลการวิจัยดังลก่าวตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เดือนมกราคม 2007

สารที่ช่วยทำนายความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจุบันพบว่าระดับของสาร BNP ในเลือดช่วยทำนายความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้ สาร BNP ย่อมาจาก B-type natriuretic peptide โดยที่ระดับของสาร BNP ในเลือดของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่อรุนมีความรุนแรงมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตาจากทุกสาเหตุเพิ่มมากขึ้น อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเป็นอัมพาตเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งอัตราการเกิดภวะหัวใจล้มเหลวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ผลการศึกษาวิจัยโดยคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองซานฟรานซิสโก พบว่าในผู้ป่วยบางราย ระดับของสาร BNP ในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่แพทย์จะตรวจพบความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจจากการตรวจคลื่นสะท้อนหัวใจ หรือ echocardiography เสียด้วยซ้ำ

ผู้ชายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

รายงานผลการศึกษาวิจัยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine ฉบับเดือนมกราคม 2007 พบว่าผู้ชายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่มาก เช่น 1-2 แก้วต่อวัน อาจเป็นผลดีช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง แต่ถ้าดื่มในปริมาณที่มากกว่านั้น จะกลายเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และยังส่งผลให้ควบคุมความดันโลหิตที่สูงอยู่แล้วได้ยากขึ้น

การศึกษาดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมวิจัยเพศชายที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 11,711 คน ตั้งแต่
ปี 1986 วิเคราะห์ข้อมูลทุก 4 ปี จนกระทั่งถึงปี 2002 จึงสรุปผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

 

ความคิดเห็น
เพิ่มข้อความใหม่ ค้นหา
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
Email:
 
Website:
เรื่อง:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."





Reddit!Del.icio.us!Facebook!Slashdot!Netscape!Technorati!StumbleUpon!Newsvine!Furl!Yahoo!Ma.gnolia!Free social bookmarking plugins and extensions for Joomla! websites! title=
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ศูนย์จัดส่งพนักงาน ทรัพย์สมบูรณ์ธุรกิจ
new_ads_300x100.gif rk_banner.gif
บ้านอิ่มอุ่น sabydee_new1.gif
eldercarethailand.com รวมข้อมูล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม เนอสซิ่งโฮม เนอร์สซิ่งแคร์
 *ข้อความที่เป็นโฆษณาทั้งหมดใน eldercarethailand.com ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการตัดสินใจ กรุณารวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเลือก ทาง Elder Care Thailand ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทางศูนย์ดูแลฯ ใด ๆ ทั้งสิน*
bandwidth test
My Google Page Rank
               ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
กดเพื่อลงชื่อเข้าใช้
กดเพิ่มปิด tab นี้