|
ผู้สูงอายุอ่อนเพลียป่วยเรื้อรัง เสี่ยงเป็น"โรคเลือดเอ็มดีเอส" |

แพทย์ รพ.พระมงกุฎเกล้า เผยแนวโน้มผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเลือดไมอีโลดิสพลาสติก ซินโดรม สถิติทั่วโลกปีละ 8.7 หมื่นราย เพศชายอายุ 60 ปีขึ้นไปเสี่ยง เตือนหมั่นตรวจร่างกาย หากไขกระดูกผิดปกติให้รีบรักษา หวั่นลามถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รศ.พ.อ.นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงอันตรายจากโรคเลือดว่า ปัจจุบันโรคเลือด ที่เรียกว่า เอ็มดีเอส (MDS) หรือ ไมอีโลดิสพลาสติค ซินโดรม (Myelodysplastic syndrome) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วโลกพบสูงถึงปีละ 87,000 ราย ในสหรัฐอเมริกาพบสูงถึง 10,000 รายต่อปี ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พบอุบัติการณ์ชัดเจน โรคดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทุกเพศ แต่พบมากในเพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติของไขกระดูกที่ไม่สามารถทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ลักษณะอาการที่แสดงออกเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการเมื่อแพทย์วินิจฉัยในครั้งแรก เพียงแต่ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรง อ่อนเพลีย ใจสั่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังซีดผิดปกติ ฟกช้ำ เลือดออกมาก เป็นไข้ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่สำคัญผู้ป่วยยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดฉับพลันได้ถึง ร้อยละ 30
รศ.พ.อ.นพ.วิเชียรกล่าวว่า จากข้อมูลที่ผ่านมา ผู้ป่วยโรคเอ็มดีเอสจะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 15 ปี แต่หากมีอาการรุนแรงอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น สำหรับการรักษาในระยะแรกจะรักษาด้วยวิธีการให้เลือด แต่การให้เลือดแต่ละครั้งจะมีผลต่อสภาวะเหล็กในร่างกาย ทำให้มีการสะสมของธาตุเหล็กในตับ หัวใจ และอวัยวะอื่นๆ จึงจำเป็นต้องใช้ยาขับเหล็กควบคู่ไปกับการให้เลือด เพื่อกำจัดเหล็กที่มีปริมาณมากเกินไปออกจากร่างกาย ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะลุกลามจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่จริงจังมากขึ้น อาจต้องใช้ยาเคมีบำบัดหรือการปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมด้วย ทั้งนี้ ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้กำลังใจผู้ป่วยมากๆ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับโรคดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญต้องหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ แม้จะไม่สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้
ที่มา: มติชน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10971
|