ระดับน้ำตาล มีผลต่อสมอง มีเรื่องน่าสนใจหนึ่งจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งหากเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยทีเดียว เรื่องนั้นคือ หากคุณเป็นผู้สูงอายุ แล้วเกิดมีความจำเสื่อม สูญเสียความทรงจำละก็ อย่าเพิ่งด่วนตีตนไปก่อนไข้ว่า ดูเป็นโรคอัลไซเมอร์เสียแล้ว เพราะคุณอาจแค่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงไปเท่านั้น
ผลจากการศึกษาวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ผู้ที่มีภาวะการใช้น้ำตาลของร่างกายไม่ปกติ คือ เป็นโรคเบาหวานระยะแรกเริ่มที่บางครั้งเรียกว่าอยู่ในระยะแฝงโรค อาจนำมาด้วยการมีความจำเสื่อมได้ บางรายอาจถึงขั้นเกิดการฝ่อของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเลยเชียวละ ถ้ารายงานเล็กๆ ชิ้นนี้เป็นความจริง เพียงแต่ระวังระไวเรื่องอาหารหวาน ร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ ก็อาจป้องกันคุณให้รอดพ้นจากสภาพสมองเสื่อม และสูญเสียความทรงจำที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย แต่ถ้าคุณเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็ถือเป็นข้อยกเว้นนะครับ ดร.แอนโตนิโอ คอนวิต จิตแพทย์นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าวว่า ความหวั่นเกรงเรื่องที่จะสูญเสียความ ทรงจำอาจเป็นพลังสุดท้ายที่ช่วยผลักดันให้ผู้คน ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ของแพทย์ คือ ลดแคลอรี่จากการบริโภคและเลิกอุปนิสัยติดที่นอน พูดง่ายๆ ก็คือ เลิกนิสัยกินเป็นยัดหมอน นอนเป็นขอนไม้ เห็นไหมง่าย…ง่ายนิดเดียว คอนวิตเผยว่า จากสถิติถ้าพบผู้ป่วยอัลไซเมอร์รายหนึ่ง ก็จะยังมีผู้สูงอายุอีก 8 ราย ที่ความทรงจำเสื่อมถึงขั้นเสียคุณภาพชีวิต โดยยังไม่มีอาการทางจิต (Dementia) แต่อย่างใด ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นตัวการสำคัญตัวหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำ อาจเพราะน้ำตาลในเลือดที่มีมากเกินไปและก่อความเสียหายแก่หลอดเลือดที่ส่ง เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะอื่นๆ รายงานจากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Proceedings of the National Academy of Sciences) กล่าวว่า อาจมีการกระทบกระเทือน ต่อความทรงจำของมนุษย์เราเป็นเวลานาน ก่อนหน้าที่อาการโรคเบาหวานจะแสดงออกอย่างเด่นชัด ตัวการของปัญหาขึ้นอยู่กับเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากหลอดเลือดโดยตรง คอนวิตได้ทำการศึกษาวิจัยในอาสาสมัครวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน 30 ราย เขาตรวจสอบความสามารถในด้านความทรงจำหลายวิธี ทดสอบความสามารถและอัตราเร็วในการใช้ หรือเผาผลาญน้ำตาลเป็นพลังงานหลังการบริโภค (Metabolism) และยังใช้การตรวจ MRI Scan เพื่อวัดขนาดของฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่เป็นส่วนของสมองซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำ ในการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ (Recent Memory) สิ่งที่คอนวิตพบน่าสนใจมากคือ เขาพบว่าในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติ ถ้าปฏิกิริยาการเผาผลาญน้ำตาลเป็นพลังงานยิ่งช้าเพียงใด ความทรงจำก็จะยิ่งแย่ลงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นสมองส่วนฮิปโปแคมปัสก็จะเล็กลงด้วย สมองเป็นอวัยวะที่แตกต่างจากอวัยวะอื่นในร่างกาย สมองอาศัยน้ำตาลเป็นขุมพลังงานเกือบทั้งหมด ถ้าน้ำตาลยิ่งคั่งอยู่ในระบบเลือดไหลเวียนนาน แทนที่จะถูกนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ สมองก็จะยิ่งได้รับพลังงานที่จะนำไป ใช้ในการเก็บรวบรวมความทรงจำน้อยลง การวิจัยของคอนวิตไม่พบว่ามีอะไรอื่นที่อาจทำให้ความทรงจำเสื่อมลงโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่า ยิ่งการเผาผลาญน้ำตาลน้อยลงเท่าใด ความทรงจำก็ยิ่งเสื่อมลงเท่านั้น เมื่อการเผาผลาญน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานเสื่อมลงถึงขีดหนึ่งจะเกิดสภาพที่เรียกว่า Impaired Glucose Tolerance (ความทนทานต่อกลูโคสเสื่อมลง) เป็นภาวะที่พบในช่วงเวลาก่อนโรคเบาหวาน (Pre Diabetes) ซึ่งเกิดขึ้นกับประชากรนับล้านๆ คนทั่วโลก ส่วนมากพบในผู้ป่วยวัยกลางคน หากปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินพิกัด และขาดการออกกำลังกาย ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคเบาหวาน หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง สภาพ Pre Diabetes ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นโรคเบาหวานเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่โรคหัวใจ ไตวาย และโรคของระบบอวัยวะอื่นอีกมากมาย เพราะอะไรสมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำจึงถูกกระทบกระเทือนบ่อยกว่าส่วนอื่น จากการศึกษาในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ที่ผ่านๆ มาสมองส่วนนี้เป็นบริเวณที่ถูกกระทบกระเทือนมากที่สุด ไม่ว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งต่อสมองในรูปแบบใด คอนวิตกล่าวต่อไปว่า ในทางกลับกันฮิปโปแคมปัสก็ปรับตัวได้ดี ขอเพียงแค่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้เท่านั้น ดร.ฟราน คอฟมัน นายกสมาคมเบาหวานแห่งอเมริกา กล่าวว่า การศึกษาของคอนวิตช่วยให้เกิดความกระจ่างในอีกแง่หนึ่งเกี่ยวกับความเสี่ยง จากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เธอเตือนว่าที่ทราบมานี้เป็นเพียงผลการศึกษาวิจัยชิ้นเล็กๆ ที่ยังต้องการคำยืนยันก่อนที่บรรดาแพทย์รักษา จะมุ่งความสำคัญไปยังการตรวจดูระดับน้ำตาลเพียงอย่างเดียว เมื่อพบผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการความทรงจำเสื่อม แต่หากได้รับการยืนยันแน่นอน คำแนะนำที่จะให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ก็เป็นแบบที่ได้กล่าวมาหลายครั้งแล้ว คือ ลดน้ำหนักตัวลงสัก 2-3 กิโลกรัม พร้อมกับบริหารร่างกายหรืออกกำลังกายอย่างง่ายๆ แค่เดินเร็วๆ สักวันละ 30 นาที ก็พอเพียงแล้ว ถ้าเราควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ก็เท่ากับได้ปกป้องสมองให้อยู่ในสภาพดีส่วนหนึ่ง น้ำตาลนั้นหวานอร่อยลิ้น แต่ในความอร่อยนั้นก็แฝงไว้ด้วยอันตรายอันร้ายกาจ ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านจึงกล่าวสอนใจว่า "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" (update 12 กรกฎาคม 2003) [ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 4 พฤษภาคม 2546 ]
|