ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ในอดีตมนุษย์ได้นำส่วนต่างๆ จากธรรมชาติ ทั้งจากพืช ตัวอย่างเช่น ราก ใบ
หรือลำต้น หรือจากอวัยวะสัตว์ เช่น ดีหมี ดีวัว นอแรด เป็นต้น
เพื่อผลิตเป็นยาหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพร
ซึ่งขั้นตอนการผลิตไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์
แต่ได้จากการถ่ายทอดสืบความรู้ต่อๆ กันมา ในประเทศไทย
ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของยาสมุนไพร
จึงได้เร่งศึกษาและวิจัย
ซึ่งในอนาคตการใช้ยาสมุนไพรสำหรับรักษาโรคอาจจะมีบทบาทมากขึ้น
สำหรับยาที่ใช้รักษาโรคในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่ายาแผนปัจจุบัน
เป็นยาที่ได้จากการสังเคราะห์จากสารเคมีในห้องทดลอง
โดยผ่านขั้นตอนการวิจัยพัฒนายาหลายขั้น ตลอดจนการศึกษาทดสอบด้านประสิทธิภาพ
และความปลอดภัยของยา ทั้งในมนุษย์และสัตว์ก่อนที่จะนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม
แม้ว่ายาที่จำหน่ายในท้องตลาดจะมีการศึกษาทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นอย่างดีแล้ว
หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายให้แก่ร่างกายได้ บทความนี้
จึงมุ่งที่จะเสริมสร้างความเข้าใจในการใช้ยา เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา
และลดโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากยานั้นให้น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากบทความนี้มุ่งหวังสำหรับให้ความรู้เบื้องต้นในการใช้ยาเท่านั้น
ทุกครั้งก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความรู้เรื่องยาเป็นอย่างดี
รูปแบบของยา
|
|
ยาอาจมีหลายรูปแบบได้หลายอย่าง แต่รูปแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป
แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้
-
ยาของแข็ง
มักพบในรูป ยาเม็ด ยาแคปซูล เป็นต้น ยารูปแบบนี้จะพบบ่อยที่สุด
เนื่องจากสามารถพกพาได้สะดวก และการรับประทานจะได้ขนาดของยาที่ต้องการ
-
ยาของเหลว
พบในรูป ยาน้ำเชื่อม ยาแขวนตะกอน ยาน้ำใส เป็นต้น
รูปแบบนี้มักพบในยารับประทานที่ใช้สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ
และผู้ที่กลืนยายาก เนื่องจากรับประทานได้ง่าย
นอกจากนี้ยังพบยาที่อยู่ในรูปของเหลว ที่ใช้เป็นยาภายนอก ได้แก่ เจล โลชัน
หรือที่อยู่ในรูปยาฉีด
-
ยากึ่งแข็ง
ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง ซึ่งนิยมเตรียมเป็นยาใช้ภายนอก
|
|
|
การที่ต้องมีรูปแบบยาหลายรูปแบบก็เพื่อประโยชน์ในการรักษา เพราะยาแต่ละชนิด
ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์จนมีผลในการรักษา
ยาจะต้องผ่านเข้าไปในบริเวณที่ยาจะออกฤทธิ์เสียก่อน
ปัจจุบันไม่มียาชนิดใดที่จะสามารถรักษาได้ทุกโรค
และยาบางชนิดก็สามารถออกฤทธิ์ได้หลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้น
การรับประทานยาชนิดหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรค
อาจทำให้เกิดอาการอย่างอื่นที่ไม่ต้องการได้
ซึ่งก็ถือเป็นอันตรายจากการใช้ยานั่นเอง |
อันตรายจากการใช้ยา
เนื่องจากยาส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่ได้จากการสงเคราะห์
จึงอาจก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ อันตรายจากการใช้ยาที่พบทั่วไป ได้แก่
-
การใช้ยาเกินขนาดจนทำให้เกิดพิษ
ปกติขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาและขนาดที่ทำให้เกิดพิษจะมีช่วงที่กว้าง
หากใช้ในขนาดที่ให้ผลรักษามักไม่ค่อยเกิดพิษต่อร่างกาย
แต่หากใช้เกินขนาดจนถึงขนาดที่ทำให้เกิดพิษ จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย
เช่นยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาลดไข้แก้ปวดที่ใช้กันอยู่ทั่วไป หากใช้ในขนาดรักษา
จะช่วยบรรเทาอาการปวดและลดไข้
หากใช้เกินขนาดอาจทำให้เกิดพิษต่อตับและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
-
อาการแทรกซ้อนของยา
ยาบางชนิดแม้ใช้ในขนาดรักษาบางครั้งอาจก่อให้เกิดฤทธิ์ของยาที่ไม่ต้องการ
ซึ่งเรียกว่า อาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ ( Side Effect) เช่น
การใช้ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก อาการข้างเคียงของยา คือทำให้เกิดอาการง่วงซึม
ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยงการควบคุมเครื่องจักร
หรือขับยานพาหนะเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้
การใช้ยาแต่ละครั้ง จึงควรศึกษาข้อมูลยาแต่ละชนิดให้ดีก่อนใช้
-
พิษเนื่องจากการแพ้ยา
การแพ้ยาไม่ได้เกิดในทุกคนและทุกชนิด บางครั้งอาจแพ้ยาได้ในบางชนิด
การใช้ยาที่ตนเองแพ้จะทำให้เกิดอาการต่างๆได้ เช่น เป็นผื่นคันบริเวณผิวหนัง
เกิดลมพิษ ในบางรายมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง เช่น การแพ้ยาเพนิซิลลิน
หากได้รับยาจะเกิดอาการช็อค แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
หากไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น
ควรแจ้งทุกครั้งว่าท่านแพ้ยาอะไร และไม่ควรใช้ยาที่เคยแพ้
ในกรณีรับประทานยาแล้วเกิดอาการแพ้ ควรหยุดยาทันที แล้วรีบไปพบแพทย์
4. ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา
การใช้ยาหลายชนิดพร้อมๆกัน
อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ได้ผลการรักษาเต็มที่เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
ยาบางชนิดอาจจะทำให้ยาอีกชนิดหมดฤทธิ์ ซึ่งทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา
หรืออาจทำให้ยาอีกชนิดเกิดพิษมากขึ้น ดังนั้นหากใช้ยาหลายๆชนิดพร้อมกัน
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เพื่อตรวจสอบดูว่ายาแต่ละชนิดสามารถใช้ร่วมกันหรือไม่
และหากใช้ร่วมกันได้ต้องใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัยและให้ผลดีในการรักษา |
|
หลักการใช้ยาทั่วไป
วิธีการใช้อย่างถูกต้อง ควรจะใช้ให้ถูกโรค ถูกขนาด และถูกวิธี
ซึ่งนอกจากจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ด้วย
การใช้ยาที่ถูกต้องต้องมีหลักดังนี้
-
ควรถามแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้ง ว่ายาที่ได้รับเป็นยาอะไร
รับประทานหรือใช้อย่างไร ใช้แล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไร
มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังหรือไม่
-
ควรอ่านรายละเอียดบนฉลากยาและปฎิบัติตามที่ฉลากยาระบุอย่างเคร่งครัดทุกครั้ง
ก่อนหยิบยามารับประทาน
2.1 ยาที่ให้รับประทานก่อนอาหาร ตัวอย่างเช่น ยาปฎิชีวนะ
ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
เนื่องจากอาหารอาจลดการดูดซึมยาหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
อาจไปทำลายยาทำให้ผลในการรักษาไม่เต็มที่
2.2 ยาที่ให้รับประทานหลังอาหาร ให้รับประทานหลังอาหารได้เลย
แต่มียาบางชนิดที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะมาก
มักนิยมให้รับประทานหลังอาหารทันทีหรือรับประทานพร้อมอาหาร เช่น ยาแก้ปวดข้อ
ปวดกระดูก เป็นต้น
-
หากลืมรับประทานยา เมื่อนึกขึ้นได้ก็ให้รับประทานทันที
แล้วก็กลับไปเข้าตารางใช้ยาที่กำหนดไว้
แต่หากว่านึกขึ้นได้ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาการใช้ยาครั้งต่อไปมาก
ก็ให้ใช้ยาโดยถือว่าเป็นการใช้ยาครั้งต่อไปเสีย
จากนั้นก็ใช้ยาตามตารางปกติต่อไป ข้อที่พึงระวังมากก็คือว่า
ต้องไม่เพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าของขนาดใช้ยาปกติเพื่อเป้นการชดเชยกับยาที่ลืมใช้ไป
ให้ใช้ขนาดปกติที่แพทย์สั่งให้เท่านั้น
-
ระยะเวลาในการใช้ยาแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
ที่เกิดขึ้นชั่วคราว เช่นยาบรรเทาลดปวด ลดไข้ ควรใช้เมื่อมีอาการ
หากอาการปวดหรือไข้หายแล้วก็สามารถหยุดใช้ยาได้ แต่ยาบางชนิดจำเป้นต้องรับประทานให้ครบตามเวลา
เช่น ยาปฎิชีวนะ จะต้องรับประทานติดต่อกันอย่างน้อยเป้นเวลา 5-7 วัน
แม้ว่าบางครั้งอาการผู้ป่วยดีขึ้นบ้างแล้ว ก้ไม่ควรจะหยุดยา
ควรรับประทานติดต่อกันไปจนครบกำหนด เพื่อใมห้มั่นใจว่าเชื้อโรคได้ถูกกำจัดไปหมดแล้วและเพื่อป้องกันเชื้อโรคดื้อยาในภายหลัง
การใช้ยาในผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคหืด
ผู้ป่วยเหล่านี้อาจจำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน
หรือกระทั่งต้องใช้ยาตลอดชีวิต ผู้ป่วยประเภทนี้ ควรได้รับยาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาด้วยตัวเอง
-
ไม่ควรนำยาของผู้อื่นที่ใช้รักษาลักษณะอาการคล้ายๆกันมาใช้เนื่องจากโรคบางโรคอาจมีอาการคล้ายกัน
เช่น อาการหอบเหนื่อย ซึ่งเอาจเกิดจากโรคหัวใจ หรือโรคหอบหืด
ซึ่งวิธีการรักษาด้วยยาของโรคทั้งสองแตกต่างกัน
หากได้รับยาไม่เหมาะสมในแต่ละโรค จะก่อให้เกิดอันตรายได้
และถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันจริง ยาส่วนมากที่ใช้ในโรคใดโรคหนึ่งก้มักจะต้องมีการคำนวณขนาดยาให้เหมาะสมกับอายุ
น้ำหนัก อีกทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและสั่งจ่ายยาที่เหมาะสมกับตัวเราเท่านั้น
อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่นคือ เราอาจตืดโรคจากคนที่เราเอายามาใชั
เช่น การใช้ยาหยอดยา หรือยาป้ายตาร่วมกัน
-
ควรเลือกใช้ยาที่มีส่วนประกอบเป็นตัวยาเดี่ยวๆเพื่อใช้ในการรักษาแต่ละอาการ
การใช้บาผสมจะทำให้ได้รับยาที่ไม่จำเป็นร่วมด้วย
-
ตรวจสอบวันหมดอายุของยา หากยานั้นหมดอายุแล้วก็ไม่ควรใช้
ยาที่หมดอายุนอกจากจะไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรค ยังอาจก่อให้เกิดโทษ
เราสามารถสังเกตอายุของยาโดยดูที่ข้างขวด กล่อง หรือซองยา
ซึ่งมักจะระบุวันหมดอายุไว้ อาจเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เช่น Expiry
Date, Expiration Date, Exp. Date หรือ Used Before
แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยาหมดอายุ
-
สังเกตว่ายาได้เสื่อมสภาพไปหรือไม่
ถึงแม้ว่ายานั้นยังไม่หมดอายุตามที่ฉลากยาได้ระบุไว้
แต่หากเก็บรักษาไม่เหมาะสมก็อาจเสื่อมคุณภาพไปก่อนได้
ก่อนใช้ยาแต่ละครั้งควรสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงของ สี กลิ่น รส
หรือเนื้อยาหรือไม่ การเสื่อมสภาพที่สังเกตได้ เช่น
ยาเม็ดและยาแคปซูลอาจเปราะแตก หรือเปื่อย ยาน้ำใสอาจจะขุ่นหรือเกิดตะกอน
ยาน้ำแขวนตะกอน เมื่อเขย่าแล้วผงยาเกาะกันแน่นอยู่ก้นขวดไม่กระจายตัว
ยาโลชันซึ่งปกติจะเกิดการแยกชั้น ซึ่งเมื่อเขย่าแล้วไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน
หากพบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็ควรทำลายและแยกทิ้ง
มีข้อแนะนำกว้างๆในการเก็บรักษายาให้เหมาะสมดังนี้ ให้เก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้อง
ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง ห่างจากแหล่งความร้อน หรือความชื้น เช่น ในครัวหรือห้องน้ำ
ยาบางชนิดที่จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสง ก็ควรเก็บไว้ในขวดสีชาตามที่ได้รับมา
นอกจากนี้ ควรเก็บยาให้พ้นเด็กและสัตว์เลี้ยง
-
หากจำเป็นต้องใช้ยาที่ต้องการเทคนิคพิเศษในการใช้และเก็บรักษา ควรศึกษาวิธีใชัและปฎิบัติตามให้ถูกต้อง
ยาที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ...เพื่อให้ใช้ยาได้ถูกต้อง
|
1.
ยาหยอดตาและยาป้ายตา
วิธีใช้ยาหยอดตา
1. ล้างมือให้สะอาด
2.
ถ้ายาหยอดตานั้นเป็นยาแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ยา
3. นอนหรือนั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วดึงหนังตาล้างให้เป็นกระพุ้ง
เหลือบตาขึ้นข้างบน
4. หยอดยาลงในกระพุ้งเปลือกตาล่าง 1-2 หยด ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะถูกตา
เนื่องจากอาจมีการสัมผัสสิ่งสกปรกจากตาปะปนและเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในขวดยาได้
5. หลับตาและอยู่นิ่งๆ ประมาณ 1-2 นาที เพื่อให้ยาซึมผ่านได้เต็มที่
ยาหยอดตาบางชนิดจะทำให้รู้สึกขมในคอ เพราะตากับลำคอมีทางติดต่อถึงกันได้
ควรกดหัวตาเบาๆ เพื่อไม่ให้ยาไหลลงคอจะได้ไม่รู้สึกขม
|
|
|
6. ในกรณีที่ต้องหยอดตา 2 ชนิดขึ้นไปในครั้งเดียวกัน ควรหยอดห่างกันประมาณ
5-10 นาที จึงหยอดยาชนิดต่อไป
เนื่องจากตามีความสามารถในการรับปริมาณยาจำกัด
ถ้าหยอดยาในเวลาเดียวกันอาจทำให้ยาทั้งสองชนิดเจือจางลง
ยาไม่สามารถซึมผ่านตาได้ หรือซึมผ่านได้น้อยลง
|
|
วิธีใช้ยาป้ายตา
1. ล้างมือให้สะอาด
2. ดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง บีบยาจากหลอดประมาณ 1 เซนติเมตร
ลงในหนังตาล่างโดยเริ่มป้ายจากหัวตาไปหางตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดสัมผัสตา
3. หลับตาแล้วคลึงตาเบาๆ เพื่อให้ยา กระจายตัวไปทั่วตา
4. ถ้าป้ายตาก่อนนอน เวลาตื่นนอนตาอาจจะเหนียวเหนอะหนะ
อาจใช้สำลีชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นเช็ดเบาๆ
|
|
ข้อแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตา
-
ยาหยอดตาและยาป้ายตาที่เปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บยาไว้นานเกิน 1 เดือน
เนื่องจากยาหยอดตาไม่มีสารป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคเป็นส่วนประกอบ
จึงอาจทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
-
ถ้ามีการใช้ยาป้ายตาร่วมกับยาหยอดตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อนและรอประมาณ 10
นาทีจึงใช้ยาป้ายตา
เพราะหากป้ายตาก่อนจะทำให้ยาหยอดตาไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในตาได้เต็มที่
-
หลังจากใช้ยาป้ายตาอาจทำให้ตาพร่า แสบตาหรือเคืองตาได้
ดังนั้นจึงไม่ควรทำงานที่ต้องใช้สายตา เช่น การขับรถ
จนกว่าตาจะมองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ
2.
ยาหยอดหู
|
|
วิธีใช้ยาหยอดหู
1.
ล้างมือให้สะอาดและทำความสะอาดหูก่อนที่จะหยอดหูทุกครั้ง ในกรณีที่เป็นหูนํ้าหนวกควรใช้สำลีพันปลายไม้
เช็ดน้ำหนวกออกเบาๆ ก่อนใช้ยา
2.
ถ้ายาหยอดหูเป็นยาน้ำแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ทุกครั้ง
3.
นอนหรือนั่งตะแคงให้หูข้างที่จะหยอดยาหันขึ้นข้างบน
4.
หยอดยาลงไปในหูประมาณ 2-3 หยด อย่าให้ปลายหลอดหยดแตะถูกหู
5.
หลังจากที่หยอดยาแล้ว ให้นอนหรือนั่งอยู่ในท่าเดิมประมาณ 3-5 นาที
หากมียาไหลจากหูให้ใช้สำลีซับ
6.
ยาหยอดหูที่เปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน
และไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่น
|
3.
ยาหยอดจมูกและยาพ่นจมูก
วิธีใช้ยาหยอดจมูก
1. ถ้ามีนํ้ามูกควรสั่งนํ้ามูกก่อนที่จะทำ การหยอดยา
2. นอนราบเงยหน้าขึ้นหรืออาจจะนั่งแล้วเงยหน้าขึ้นตามแต่สะดวก
3.
อดหลอดหยดเข้าไปบริเวณรูจมูกเล็กน้อยโดยพยายามให้หลอด
หยดยาแตะชิดกับผนังด้านในบริเวณสันจมูก แล้วค่อยๆ หยดยา ประมาณ 1-2 หยด
4.
หลังจากหยอดยาแล้วให้ยกศีรษะตั้งตรงตามปกติ
วิธีใช้ยาพ่นจมูก
1. ถ้ามีน้ำมูก
ควรสั่งน้ำมูกออกก่อนจะพ่นยา
2.
นั่งและเงยศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย
3. เขย่าขวดยา
สอดปลายหลอดยาพ่นเข้าไปในรูจมูกข้างที่ต้องการพ่นยา
และใช้นิ้วมือปิดรูจมูกด้านที่ไม่ได้พ่นยา
4.
สูดหายใจเข้าพร้อมกับกดยาพ่นเข้าไปในรูจมูก
5. กลั้นหายใจประมาณ
2-3 วินาที
เพื่อให้ตัวยาซึมผ่านบริเวณที่ต้องการให้ออกฤทธิ์แล้วจึงหายใจเข้าออกตามปกติ
6. ถ้าต้องพ่นยา 2
ข้างจมูก พ่นยาในรูจมูกอีกข้างด้วยวิธีเดียวกัน
7.
เช็ดทำความสะอาดที่ปลายหลอดยาพ่น
ข้อแนะนำอื่นๆ
เกี่ยวกับการใช้ยาหยอด จมูกและยาพ่นจมูก
1.
ถ้าเป็นยาหยอดหรือพ่นบรรเทาอาการคัดจมูก
ควรใช้เมื่อมีอาการคัดจมูกและไม่ใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน
เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการคัดจมูกเช่นเดิมอีก
แต่ถ้าเป็นยาพ่นที่เป็นยาสเตียรอยด์
จะต้องใช้ยาสม่ำเสมอเนื่องจากยาไม่สามารถบรรเทาอาการได้ทันที
2.
การใช้ยาหยอดหรือพ่นจมูกอาจรู้สึกขมคอได้ เพราะจมูกกับคอมีทางติดต่อถึงกัน
|
4. ยาอมใต้ลิ้น
วิธีใช้ยาอมใต้ลิ้น
1.
ยาอมใต้ลิ้นที่มีในปัจจุบันมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด
ใช้บรรเทาอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก
ดังนั้นก่อนอมยาควรนั่งหรือนอนเพื่อป้องกันอาการข้างเคียงของยา
คือหน้ามืดจากความดันโลหิตต่ำ หลังจากนั้นอมยา 1 เม็ดไว้ใต้ลิ้น
ปล่อยให้ยาละลายหมด ห้ามเคี้ยว
ห้ามกลืนยาทั้งเม็ดและช่วงระหว่างนี้ไม่ควรกลืนน้ำลาย
2.
อาการเจ็บหน้าอกควรดีขึ้นหลังจากอมยาไปแล้วประมาณ 5 นาที
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นสามารถอมยาซ้ำได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด
ถ้าอมยาติดต่อกันถึง 3 เม็ดแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
|
|
5.
ยาเหน็บทวารหนักและยาสวนทวาร
วิธีใช้ยาเหน็บทวารหนัก
1. ล้างมือให้สะอาด
2.
แกะยาออกจากกระดาษห่อ
3. นอนตะแคง
โดยให้ขาล่างเหยียดตรงและงอขาบนขึ้นจนเข่าจรดกับหน้าอก ไม่ควรนั่งยองๆ
4.
สอดยาเหน็บเข้าไปในทวารหนัก โดยให้นำด้านที่เป็นปลายแหลมกว่าเข้า
ไปก่อนและใช้นิ้วมือดันยาเข้าไปอย่างช้าๆ และเบาๆ
พยายาม อดให้ลึกที่สุดเพื่อไม่ให้ยาไหลออกมา
โดยทั่วไปในผู้ใหญ่ควรสอดยาเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว และในเด็กประมาณ 0.5 นิ้ว
5.
นอนอยู่ในท่าเดิมประมาณ 10-15 นาที
เพื่อให้ตัวยาละลายและถูกดูดซึมและป้องกันไม่ให้ยาหลุดออกมาจากทวารหนัก
6.
ถ้าเป็นยาเหน็บที่มียาระบายเป็นส่วนประกอบ ควรนอนอยู่ในท่าเดิมอย่างน้อย 15-20
นาที แม้ว่าจะรู้สึกอยากถ่ายควรกลั้นอุจจาระไว้ก่อน
เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ แล้วจึงลุกไปถ่ายอุจจาระ
7.
การเก็บยาเหน็บควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง
วิธีใช้ยาสวนทวารหนัก
1. ล้างมือให้สะอาด
2.
เปิดฝาหลอดและอาจใช้สารหล่อลื่นทาบริเวณปลายหลอดยาสวนทวารหนัก
เพื่อป้องกันการระคายเคือง
3. นอนในท่าตะแคง
ปล่อยให้ขาล่างเหยียดตรง ส่วนขาบนงอขึ้นจนเข่าจรดกับหน้าอก
4.
สอดปลายหลอดยาสวนทวารหนักค่อยๆ หมุนขวดยาเพื่อให้ปลายหลอดสวนเข้าไปช้าๆ และเบาๆ
5. ค่อยๆ
บีบยาออกจากขวดยาช้าๆ จนน้ำยาหมด
6.
พยายามกลั้นอุจจาระไว้อย่างน้อย 2-3 นาที เพื่อไม่ให้ตัวยาไหลออกมาจากทวารหนัก
7.
ควรนอนอยู่ในท่าเดิมอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์
ได้เต็มที่แล้วจึงลุกไปถ่ายอุจจาระ
6. ยาเหน็บช่องคลอด
วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด
1. ล้างมือให้สะอาด
2.
แกะกระดาษที่ห่อยาออก แล้วจุ่มในน้ำสะอาดพอชื้นประมาณ 1-2 วินาที
เพื่อช่วยให้เม็ดยาลื่น
3.
นอนหงายโดยชันหัวเข่าขึ้นและแยกขาออก ไม่ควรนั่งยองๆ
4.
อดยาเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้
5. นอนในท่าเดิมประมาณ
15 นาที เพื่อไม่ให้ยาไหลออกมาจากช่องคลอด
6.
การใช้ยาเหน็บช่องคลอด ควรเหน็บยาติดต่อกันจนครบ
ไม่ต้องหยุดยาแม้ว่าจะมีประจำเดือนมา
ช่วงระหว่างที่ใช้ยาเหน็บช่องคลอดควรใช้กระดาษชำระหรือผ้าอนามัยแผ่นบางรองที่กางเกงในไว้
เพื่อรองรับส่วนของเม็ดยาที่จะไหลออกมา
7.
ยาพ่นสูดทางปาก
วิธีใช้ยาพ่นสูดทางปาก
1. ถ้ามีเสมหะ
ควรกำจัดเสมหะก่อนพ่นยา เปิดฝาครอบปากขวดยาพ่นออก เขย่าขวดยา
หายใจออกให้เต็มที่
2.
อมรอบปากขวดพ่นยาให้สนิท
3. กดขวดยาพ่น 1 ครั้ง
พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ทางปาก ตัวยาจะเข้าสู่คอพร้อมกับลมหายใจ
ช่วงระหว่างนี้ควรกลั้นหายใจทางจมูก
ถ้ามีหลอดต่อให้กดยาพ่นเข้าในหลอดต่อที่ปิดฝาไว้
เปิดฝาแล้วอมรอบฝาหลอดต่อให้สนิท หายใจเข้าช้าๆ ประมาณ 5-10 วินาที
|
4.
นำขวดยาพ่นออกจากปาก หุบปากให้สนิท กลั้นหายใจประมาณ 5-10
วินาทีหรือนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
5. ผ่อนลมหายใจช้าๆ
ออกทางจมูก
6.
ถ้าต้องพ่นยาอีกครั้ง ควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรกอย่างน้อย 1 นาที
จึงเริ่มพ่นยาอีกครั้ง
7.
กรณีที่ต้องใช้ยาพ่นสูดร่วมกัน 2 ชนิด ต้องเว้นระยะในการพ่นยาแต่ละชนิด ประมาณ
5 นาที ควรพ่นยาที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลมก่อน
|
|
ข้อแนะนำเกี่ยวกับยาพ่นสูดทางปาก
1.
ยาพ่นที่เป็นยาขยายหลอดลมเท่านั้นที่สามารถใช้บรรเทาอาการหืดฉับพลันได้
สำหรับยาพ่นที่มียาสเตียรอยด์ไม่สามารถขยายหลอดลมได้
จะใช้เป็นยาป้องกันอาการในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง
2. ยาพ่นที่เป็นยาสเตียรอยด์
หลังจากพ่นยาเสร็จ ควรกลั้วปากและคอ
เพื่อลดการเกิดเชื้อราในช่องปากและการเกิดเสียงแหบ
|
|
3. เมื่อใช้ยาหมดแล้ว
ไม่ควรทุบขวดยาพ่นหรือเผาไฟ เพราะอาจทำให้ขวดยาระเบิด ได้
4.
วิธีดูยาหมดทำได้โดยการนำขวดยาพ่นใส่ภาชนะที่มีน้ำอยู่และสังเกต
ถ้าขวดยาพ่นจมลงก้นภาชนะ แสดงว่ายังมียาอยู่เต็ม ถ้าขวดยาพ่นลอยทำมุมต่างๆ
กับผิวน้ำแสดงว่ายังมียาเหลือในปริมาณต่างๆ กัน
ถ้าขวดยาพ่นลอยขนานกับผิวน้ำแสดงว่ายาหมดแล้ว
|
8.
ยาผงสำหรับผสมน้ำก่อนใช้
วิธีใช้ยาที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้
1.
ก่อนผสมน้ำควรเคาะผงยาในขวดให้ร่วน ไม่จับตัวกัน
2.
การผสมยาต้องใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำสะอาด ห้ามใช้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
เติมน้ำครั้งแรกประมาณครึ่งหนึ่งหรือ สองในสามส่วนของขีดที่กำหนด
3.
เขย่าขวดให้ยากระจายตัวทั่ว
4.
เติมน้ำปรับระดับให้พอดีขีดที่กำหนด แล้วเขย่าขวดอีกครั้ง
5. หลังผสมน้ำแล้ว
เก็บที่อุณหภูมิห้องได้ประมาณ 7 วัน ถ้าเก็บในตู้เย็นสามารถเก็บได้นาน 2
สัปดาห์
6.
ควรใช้ยาที่ผมแล้วให้หมด ถ้าเหลือไม่ควรเก็บไว้เพราะยาจะเสื่อมสภาพ
ในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อยาด้วยตนเองจากร้านยา
ซึ่งอาจได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้ยาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
จากการศึกษาวิจัยพบว่าประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมากที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากพิษของยา
และมีจำนวนไม่น้อยที่ถึงแก่ความตายโดยไม่จำเป็น
ในการใช้ยาแต่ละครั้งควรขอรับข้อมูลของยา ทั้งข้อบ่งใช้ วิธีการใช้ ผลข้างเคียง
และข้อควรระวัง จากบุคลากรทางการแพทย์
|
มศว โลกทัศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ตุลาคม - พฤศจิกายน 2546
|
|