S5 User Choice
February 11, 2012
บ้านอุ่นไอรัก คลิกดูรายละเอียดsaiyai_flood.gifแกรนนี่แคร์ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ลิฟวิ่งเวล ดีดี เนอร์สซิ่งโฮม สถานดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุbanner.gifบ้านอิ่มอุ่นมอบส่วนลด 10% ตลอดเดือนมกราคมดวงใจเนอร์สซิ่งโฮม ศิวนาถ เนิร์ซซิ่งโฮม  โอเรียลทอล โฮม แคร์ จำกัด Oriental Home Care.Co.,Ltd  แฮปปี้ไลฟ์ โฮมแคร์ บ้านมีรัก วีไอพี โฮมแคร์ vip home care pd_banner2.gif สถานบำบัดฟื้นฟู อธิคมเฮลท์แคร์ ณัฐจรรยา เนอสซิ่งโฮม ดีดี เนอร์สซิ่งแคร์บริษัท โครนัส(ประเทศไทย) จำกัดบ้านพักผู้สูงอายุ ธรรมดี
You are here:  Home arrow บทความที่น่าสนใจ arrow ยาน่ารู้ arrow การใช้ยาให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด arrow บทความที่น่าสนใจ arrow ยาที่ควรรู้จัก และทำความเข้าใจ 
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ ยาที่ควรรู้จัก และทำความเข้าใจ

การใช้ยาให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด
Digg!

Rating 2.5/5 (4 votes)

  


    ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ในอดีตมนุษย์ได้นำส่วนต่างๆ จากธรรมชาติ ทั้งจากพืช ตัวอย่างเช่น ราก ใบ หรือลำต้น หรือจากอวัยวะสัตว์ เช่น ดีหมี ดีวัว นอแรด เป็นต้น เพื่อผลิตเป็นยาหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพร ซึ่งขั้นตอนการผลิตไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่ได้จากการถ่ายทอดสืบความรู้ต่อๆ กันมา ในประเทศไทย ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐได้เล็งเห็นความสำคัญของยาสมุนไพร จึงได้เร่งศึกษาและวิจัย ซึ่งในอนาคตการใช้ยาสมุนไพรสำหรับรักษาโรคอาจจะมีบทบาทมากขึ้น

          สำหรับยาที่ใช้รักษาโรคในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่ายาแผนปัจจุบัน เป็นยาที่ได้จากการสังเคราะห์จากสารเคมีในห้องทดลอง โดยผ่านขั้นตอนการวิจัยพัฒนายาหลายขั้น ตลอดจนการศึกษาทดสอบด้านประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยา ทั้งในมนุษย์และสัตว์ก่อนที่จะนำมาใช้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายาที่จำหน่ายในท้องตลาดจะมีการศึกษาทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเป็นอย่างดีแล้ว หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายให้แก่ร่างกายได้ บทความนี้  จึงมุ่งที่จะเสริมสร้างความเข้าใจในการใช้ยา เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา และลดโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากยานั้นให้น้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบทความนี้มุ่งหวังสำหรับให้ความรู้เบื้องต้นในการใช้ยาเท่านั้น ทุกครั้งก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความรู้เรื่องยาเป็นอย่างดี

 


รูปแบบของยา

ภาพประกอบที่ 2

          ยาอาจมีหลายรูปแบบได้หลายอย่าง แต่รูปแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

  1. ยาของแข็ง มักพบในรูป ยาเม็ด ยาแคปซูล เป็นต้น ยารูปแบบนี้จะพบบ่อยที่สุด เนื่องจากสามารถพกพาได้สะดวก และการรับประทานจะได้ขนาดของยาที่ต้องการ

  2. ยาของเหลว พบในรูป ยาน้ำเชื่อม ยาแขวนตะกอน ยาน้ำใส เป็นต้น รูปแบบนี้มักพบในยารับประทานที่ใช้สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่กลืนยายาก เนื่องจากรับประทานได้ง่าย นอกจากนี้ยังพบยาที่อยู่ในรูปของเหลว ที่ใช้เป็นยาภายนอก ได้แก่ เจล โลชัน หรือที่อยู่ในรูปยาฉีด

  3. ยากึ่งแข็ง ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง ซึ่งนิยมเตรียมเป็นยาใช้ภายนอก

ภาพประกอบที่ 3

          การที่ต้องมีรูปแบบยาหลายรูปแบบก็เพื่อประโยชน์ในการรักษา เพราะยาแต่ละชนิด ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์จนมีผลในการรักษา ยาจะต้องผ่านเข้าไปในบริเวณที่ยาจะออกฤทธิ์เสียก่อน ปัจจุบันไม่มียาชนิดใดที่จะสามารถรักษาได้ทุกโรค และยาบางชนิดก็สามารถออกฤทธิ์ได้หลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้น การรับประทานยาชนิดหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรค อาจทำให้เกิดอาการอย่างอื่นที่ไม่ต้องการได้ ซึ่งก็ถือเป็นอันตรายจากการใช้ยานั่นเอง


อันตรายจากการใช้ยา

          เนื่องจากยาส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่ได้จากการสงเคราะห์ จึงอาจก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ อันตรายจากการใช้ยาที่พบทั่วไป ได้แก่

  1. การใช้ยาเกินขนาดจนทำให้เกิดพิษ
              ปกติขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาและขนาดที่ทำให้เกิดพิษจะมีช่วงที่กว้าง หากใช้ในขนาดที่ให้ผลรักษามักไม่ค่อยเกิดพิษต่อร่างกาย แต่หากใช้เกินขนาดจนถึงขนาดที่ทำให้เกิดพิษ จะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่นยาพาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาลดไข้แก้ปวดที่ใช้กันอยู่ทั่วไป หากใช้ในขนาดรักษา จะช่วยบรรเทาอาการปวดและลดไข้ หากใช้เกินขนาดอาจทำให้เกิดพิษต่อตับและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
     

  2. อาการแทรกซ้อนของยา
    ยาบางชนิดแม้ใช้ในขนาดรักษาบางครั้งอาจก่อให้เกิดฤทธิ์ของยาที่ไม่ต้องการ ซึ่งเรียกว่า อาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ ( Side Effect) เช่น การใช้ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก อาการข้างเคียงของยา คือทำให้เกิดอาการง่วงซึม ดังนั้นผู้ที่รับประทานยาชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยงการควบคุมเครื่องจักร หรือขับยานพาหนะเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้ การใช้ยาแต่ละครั้ง จึงควรศึกษาข้อมูลยาแต่ละชนิดให้ดีก่อนใช้
     

  3. พิษเนื่องจากการแพ้ยา
              การแพ้ยาไม่ได้เกิดในทุกคนและทุกชนิด บางครั้งอาจแพ้ยาได้ในบางชนิด การใช้ยาที่ตนเองแพ้จะทำให้เกิดอาการต่างๆได้ เช่น เป็นผื่นคันบริเวณผิวหนัง เกิดลมพิษ ในบางรายมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง เช่น การแพ้ยาเพนิซิลลิน หากได้รับยาจะเกิดอาการช็อค แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หากไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น ควรแจ้งทุกครั้งว่าท่านแพ้ยาอะไร และไม่ควรใช้ยาที่เคยแพ้ ในกรณีรับประทานยาแล้วเกิดอาการแพ้ ควรหยุดยาทันที แล้วรีบไปพบแพทย์

      4.    ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา
             การใช้ยาหลายชนิดพร้อมๆกัน อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ได้ผลการรักษาเต็มที่เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ยาบางชนิดอาจจะทำให้ยาอีกชนิดหมดฤทธิ์ ซึ่งทำให้ไม่ได้ผลในการรักษา หรืออาจทำให้ยาอีกชนิดเกิดพิษมากขึ้น ดังนั้นหากใช้ยาหลายๆชนิดพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อตรวจสอบดูว่ายาแต่ละชนิดสามารถใช้ร่วมกันหรือไม่ และหากใช้ร่วมกันได้ต้องใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัยและให้ผลดีในการรักษา

ภาพประกอบที่ 4

หลักการใช้ยาทั่วไป

         วิธีการใช้อย่างถูกต้อง ควรจะใช้ให้ถูกโรค ถูกขนาด และถูกวิธี ซึ่งนอกจากจะทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ด้วย การใช้ยาที่ถูกต้องต้องมีหลักดังนี้

  1. ควรถามแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้ง ว่ายาที่ได้รับเป็นยาอะไร รับประทานหรือใช้อย่างไร ใช้แล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไร มีข้อห้ามหรือข้อควรระวังหรือไม่
     

  2. ควรอ่านรายละเอียดบนฉลากยาและปฎิบัติตามที่ฉลากยาระบุอย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ก่อนหยิบยามารับประทาน

    2.1 ยาที่ให้รับประทานก่อนอาหาร ตัวอย่างเช่น ยาปฎิชีวนะ ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เนื่องจากอาหารอาจลดการดูดซึมยาหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร อาจไปทำลายยาทำให้ผลในการรักษาไม่เต็มที่

    2.2 ยาที่ให้รับประทานหลังอาหาร ให้รับประทานหลังอาหารได้เลย แต่มียาบางชนิดที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะมาก มักนิยมให้รับประทานหลังอาหารทันทีหรือรับประทานพร้อมอาหาร เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นต้น
     

  3. หากลืมรับประทานยา เมื่อนึกขึ้นได้ก็ให้รับประทานทันที แล้วก็กลับไปเข้าตารางใช้ยาที่กำหนดไว้ แต่หากว่านึกขึ้นได้ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับเวลาการใช้ยาครั้งต่อไปมาก ก็ให้ใช้ยาโดยถือว่าเป็นการใช้ยาครั้งต่อไปเสีย จากนั้นก็ใช้ยาตามตารางปกติต่อไป ข้อที่พึงระวังมากก็คือว่า ต้องไม่เพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าของขนาดใช้ยาปกติเพื่อเป้นการชดเชยกับยาที่ลืมใช้ไป ให้ใช้ขนาดปกติที่แพทย์สั่งให้เท่านั้น
     

  4. ระยะเวลาในการใช้ยาแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ที่เกิดขึ้นชั่วคราว เช่นยาบรรเทาลดปวด ลดไข้ ควรใช้เมื่อมีอาการ หากอาการปวดหรือไข้หายแล้วก็สามารถหยุดใช้ยาได้ แต่ยาบางชนิดจำเป้นต้องรับประทานให้ครบตามเวลา เช่น ยาปฎิชีวนะ จะต้องรับประทานติดต่อกันอย่างน้อยเป้นเวลา 5-7 วัน แม้ว่าบางครั้งอาการผู้ป่วยดีขึ้นบ้างแล้ว ก้ไม่ควรจะหยุดยา ควรรับประทานติดต่อกันไปจนครบกำหนด เพื่อใมห้มั่นใจว่าเชื้อโรคได้ถูกกำจัดไปหมดแล้วและเพื่อป้องกันเชื้อโรคดื้อยาในภายหลัง
    การใช้ยาในผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคหืด ผู้ป่วยเหล่านี้อาจจำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือกระทั่งต้องใช้ยาตลอดชีวิต ผู้ป่วยประเภทนี้ ควรได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยาด้วยตัวเอง
     

  5. ไม่ควรนำยาของผู้อื่นที่ใช้รักษาลักษณะอาการคล้ายๆกันมาใช้เนื่องจากโรคบางโรคอาจมีอาการคล้ายกัน เช่น อาการหอบเหนื่อย ซึ่งเอาจเกิดจากโรคหัวใจ หรือโรคหอบหืด ซึ่งวิธีการรักษาด้วยยาของโรคทั้งสองแตกต่างกัน หากได้รับยาไม่เหมาะสมในแต่ละโรค จะก่อให้เกิดอันตรายได้ และถึงแม้จะเป็นโรคเดียวกันจริง ยาส่วนมากที่ใช้ในโรคใดโรคหนึ่งก้มักจะต้องมีการคำนวณขนาดยาให้เหมาะสมกับอายุ น้ำหนัก อีกทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย จึงควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและสั่งจ่ายยาที่เหมาะสมกับตัวเราเท่านั้น อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่นคือ เราอาจตืดโรคจากคนที่เราเอายามาใชั เช่น การใช้ยาหยอดยา หรือยาป้ายตาร่วมกัน
     

  6. ควรเลือกใช้ยาที่มีส่วนประกอบเป็นตัวยาเดี่ยวๆเพื่อใช้ในการรักษาแต่ละอาการ การใช้บาผสมจะทำให้ได้รับยาที่ไม่จำเป็นร่วมด้วย
     

  7. ตรวจสอบวันหมดอายุของยา หากยานั้นหมดอายุแล้วก็ไม่ควรใช้ ยาที่หมดอายุนอกจากจะไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรค ยังอาจก่อให้เกิดโทษ เราสามารถสังเกตอายุของยาโดยดูที่ข้างขวด กล่อง หรือซองยา ซึ่งมักจะระบุวันหมดอายุไว้ อาจเขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ เช่น Expiry Date, Expiration Date, Exp. Date หรือ Used Before แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยาหมดอายุ
     

  8. สังเกตว่ายาได้เสื่อมสภาพไปหรือไม่ ถึงแม้ว่ายานั้นยังไม่หมดอายุตามที่ฉลากยาได้ระบุไว้ แต่หากเก็บรักษาไม่เหมาะสมก็อาจเสื่อมคุณภาพไปก่อนได้ ก่อนใช้ยาแต่ละครั้งควรสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงของ สี กลิ่น รส หรือเนื้อยาหรือไม่ การเสื่อมสภาพที่สังเกตได้ เช่น ยาเม็ดและยาแคปซูลอาจเปราะแตก หรือเปื่อย ยาน้ำใสอาจจะขุ่นหรือเกิดตะกอน ยาน้ำแขวนตะกอน เมื่อเขย่าแล้วผงยาเกาะกันแน่นอยู่ก้นขวดไม่กระจายตัว ยาโลชันซึ่งปกติจะเกิดการแยกชั้น ซึ่งเมื่อเขย่าแล้วไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน หากพบการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็ควรทำลายและแยกทิ้ง
              มีข้อแนะนำกว้างๆในการเก็บรักษายาให้เหมาะสมดังนี้ ให้เก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้อง ไม่ถูกแสงแดดโดยตรง ห่างจากแหล่งความร้อน หรือความชื้น เช่น ในครัวหรือห้องน้ำ ยาบางชนิดที่จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกแสง ก็ควรเก็บไว้ในขวดสีชาตามที่ได้รับมา นอกจากนี้ ควรเก็บยาให้พ้นเด็กและสัตว์เลี้ยง
     

  9. หากจำเป็นต้องใช้ยาที่ต้องการเทคนิคพิเศษในการใช้และเก็บรักษา ควรศึกษาวิธีใชัและปฎิบัติตามให้ถูกต้อง

ภาพประกอบที่ 5

ยาที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ...เพื่อให้ใช้ยาได้ถูกต้อง

1. ยาหยอดตาและยาป้ายตา

          วิธีใช้ยาหยอดตา

1.  ล้างมือให้สะอาด

2.  ถ้ายาหยอดตานั้นเป็นยาแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ยา

3.  นอนหรือนั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วดึงหนังตาล้างให้เป็นกระพุ้ง เหลือบตาขึ้นข้างบน

4.  หยอดยาลงในกระพุ้งเปลือกตาล่าง  1-2 หยด ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะถูกตา เนื่องจากอาจมีการสัมผัสสิ่งสกปรกจากตาปะปนและเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ในขวดยาได้

5.  หลับตาและอยู่นิ่งๆ ประมาณ 1-2 นาที เพื่อให้ยาซึมผ่านได้เต็มที่ ยาหยอดตาบางชนิดจะทำให้รู้สึกขมในคอ เพราะตากับลำคอมีทางติดต่อถึงกันได้ ควรกดหัวตาเบาๆ เพื่อไม่ให้ยาไหลลงคอจะได้ไม่รู้สึกขม

ภาพประกอบที่ 6


6.  ในกรณีที่ต้องหยอดตา 2 ชนิดขึ้นไปในครั้งเดียวกัน ควรหยอดห่างกันประมาณ 5-10 นาที จึงหยอดยาชนิดต่อไป เนื่องจากตามีความสามารถในการรับปริมาณยาจำกัด ถ้าหยอดยาในเวลาเดียวกันอาจทำให้ยาทั้งสองชนิดเจือจางลง ยาไม่สามารถซึมผ่านตาได้ หรือซึมผ่านได้น้อยลง

          วิธีใช้ยาป้ายตา

1.  ล้างมือให้สะอาด

2.  ดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง บีบยาจากหลอดประมาณ 1 เซนติเมตร ลงในหนังตาล่างโดยเริ่มป้ายจากหัวตาไปหางตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดสัมผัสตา
 

3.  หลับตาแล้วคลึงตาเบาๆ เพื่อให้ยา กระจายตัวไปทั่วตา
 

4.  ถ้าป้ายตาก่อนนอน เวลาตื่นนอนตาอาจจะเหนียวเหนอะหนะ อาจใช้สำลีชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นเช็ดเบาๆ

ภาพประกอบที่ 7

ข้อแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้ยาหยอดตาและยาป้ายตา

  1. ยาหยอดตาและยาป้ายตาที่เปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บยาไว้นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากยาหยอดตาไม่มีสารป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคเป็นส่วนประกอบ จึงอาจทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
     

  2. ถ้ามีการใช้ยาป้ายตาร่วมกับยาหยอดตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อนและรอประมาณ 10 นาทีจึงใช้ยาป้ายตา เพราะหากป้ายตาก่อนจะทำให้ยาหยอดตาไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในตาได้เต็มที่
     

  3. หลังจากใช้ยาป้ายตาอาจทำให้ตาพร่า แสบตาหรือเคืองตาได้ ดังนั้นจึงไม่ควรทำงานที่ต้องใช้สายตา เช่น การขับรถ จนกว่าตาจะมองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ 

2. ยาหยอดหู

ภาพประกอบที่ 8

           วิธีใช้ยาหยอดหู

1.  ล้างมือให้สะอาดและทำความสะอาดหูก่อนที่จะหยอดหูทุกครั้ง ในกรณีที่เป็นหูนํ้าหนวกควรใช้สำลีพันปลายไม้ เช็ดน้ำหนวกออกเบาๆ ก่อนใช้ยา

2.  ถ้ายาหยอดหูเป็นยาน้ำแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดก่อนใช้ทุกครั้ง

3.  นอนหรือนั่งตะแคงให้หูข้างที่จะหยอดยาหันขึ้นข้างบน

4.  หยอดยาลงไปในหูประมาณ 2-3 หยด อย่าให้ปลายหลอดหยดแตะถูกหู

5.  หลังจากที่หยอดยาแล้ว ให้นอนหรือนั่งอยู่ในท่าเดิมประมาณ 3-5 นาที หากมียาไหลจากหูให้ใช้สำลีซับ

6.  ยาหยอดหูที่เปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน และไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่น

 3. ยาหยอดจมูกและยาพ่นจมูก

          วิธีใช้ยาหยอดจมูก

1.  ถ้ามีนํ้ามูกควรสั่งนํ้ามูกก่อนที่จะทำ การหยอดยา

2.  นอนราบเงยหน้าขึ้นหรืออาจจะนั่งแล้วเงยหน้าขึ้นตามแต่สะดวก

3.  อดหลอดหยดเข้าไปบริเวณรูจมูกเล็กน้อยโดยพยายามให้หลอด  หยดยาแตะชิดกับผนังด้านในบริเวณสันจมูก แล้วค่อยๆ หยดยา ประมาณ 1-2 หยด

4.  หลังจากหยอดยาแล้วให้ยกศีรษะตั้งตรงตามปกติ

          วิธีใช้ยาพ่นจมูก

1.  ถ้ามีน้ำมูก ควรสั่งน้ำมูกออกก่อนจะพ่นยา

2.  นั่งและเงยศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย

3.  เขย่าขวดยา  สอดปลายหลอดยาพ่นเข้าไปในรูจมูกข้างที่ต้องการพ่นยา และใช้นิ้วมือปิดรูจมูกด้านที่ไม่ได้พ่นยา

4.  สูดหายใจเข้าพร้อมกับกดยาพ่นเข้าไปในรูจมูก

5.  กลั้นหายใจประมาณ 2-3 วินาที เพื่อให้ตัวยาซึมผ่านบริเวณที่ต้องการให้ออกฤทธิ์แล้วจึงหายใจเข้าออกตามปกติ

6.  ถ้าต้องพ่นยา 2 ข้างจมูก พ่นยาในรูจมูกอีกข้างด้วยวิธีเดียวกัน

7.  เช็ดทำความสะอาดที่ปลายหลอดยาพ่น

          ข้อแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้ยาหยอด จมูกและยาพ่นจมูก

1.  ถ้าเป็นยาหยอดหรือพ่นบรรเทาอาการคัดจมูก ควรใช้เมื่อมีอาการคัดจมูกและไม่ใช้ติดต่อกันเกิน 3 วัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการคัดจมูกเช่นเดิมอีก แต่ถ้าเป็นยาพ่นที่เป็นยาสเตียรอยด์ จะต้องใช้ยาสม่ำเสมอเนื่องจากยาไม่สามารถบรรเทาอาการได้ทันที

2.  การใช้ยาหยอดหรือพ่นจมูกอาจรู้สึกขมคอได้ เพราะจมูกกับคอมีทางติดต่อถึงกัน

4. ยาอมใต้ลิ้น

          วิธีใช้ยาอมใต้ลิ้น

1.  ยาอมใต้ลิ้นที่มีในปัจจุบันมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ใช้บรรเทาอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ดังนั้นก่อนอมยาควรนั่งหรือนอนเพื่อป้องกันอาการข้างเคียงของยา คือหน้ามืดจากความดันโลหิตต่ำ หลังจากนั้นอมยา 1 เม็ดไว้ใต้ลิ้น ปล่อยให้ยาละลายหมด ห้ามเคี้ยว ห้ามกลืนยาทั้งเม็ดและช่วงระหว่างนี้ไม่ควรกลืนน้ำลาย

2.  อาการเจ็บหน้าอกควรดีขึ้นหลังจากอมยาไปแล้วประมาณ 5 นาที ถ้าอาการไม่ดีขึ้นสามารถอมยาซ้ำได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด ถ้าอมยาติดต่อกันถึง 3 เม็ดแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล

ภาพประกอบที่ 9

5.  ยาเหน็บทวารหนักและยาสวนทวาร

          วิธีใช้ยาเหน็บทวารหนัก

1.  ล้างมือให้สะอาด

2.  แกะยาออกจากกระดาษห่อ

3.  นอนตะแคง โดยให้ขาล่างเหยียดตรงและงอขาบนขึ้นจนเข่าจรดกับหน้าอก ไม่ควรนั่งยองๆ

ภาพประกอบที่ 10

4.  สอดยาเหน็บเข้าไปในทวารหนัก โดยให้นำด้านที่เป็นปลายแหลมกว่าเข้า ไปก่อนและใช้นิ้วมือดันยาเข้าไปอย่างช้าๆ และเบาๆ พยายาม อดให้ลึกที่สุดเพื่อไม่ให้ยาไหลออกมา โดยทั่วไปในผู้ใหญ่ควรสอดยาเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว และในเด็กประมาณ 0.5 นิ้ว

5.  นอนอยู่ในท่าเดิมประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ตัวยาละลายและถูกดูดซึมและป้องกันไม่ให้ยาหลุดออกมาจากทวารหนัก

6.  ถ้าเป็นยาเหน็บที่มียาระบายเป็นส่วนประกอบ ควรนอนอยู่ในท่าเดิมอย่างน้อย 15-20 นาที แม้ว่าจะรู้สึกอยากถ่ายควรกลั้นอุจจาระไว้ก่อน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ แล้วจึงลุกไปถ่ายอุจจาระ

7. การเก็บยาเหน็บควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง

          วิธีใช้ยาสวนทวารหนัก

1.  ล้างมือให้สะอาด

2.  เปิดฝาหลอดและอาจใช้สารหล่อลื่นทาบริเวณปลายหลอดยาสวนทวารหนัก เพื่อป้องกันการระคายเคือง

3.  นอนในท่าตะแคง ปล่อยให้ขาล่างเหยียดตรง ส่วนขาบนงอขึ้นจนเข่าจรดกับหน้าอก

4.  สอดปลายหลอดยาสวนทวารหนักค่อยๆ หมุนขวดยาเพื่อให้ปลายหลอดสวนเข้าไปช้าๆ และเบาๆ

5.  ค่อยๆ บีบยาออกจากขวดยาช้าๆ จนน้ำยาหมด

6.  พยายามกลั้นอุจจาระไว้อย่างน้อย  2-3 นาที เพื่อไม่ให้ตัวยาไหลออกมาจากทวารหนัก

7.  ควรนอนอยู่ในท่าเดิมอย่างน้อย  15-30 นาที เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ ได้เต็มที่แล้วจึงลุกไปถ่ายอุจจาระ

 6. ยาเหน็บช่องคลอด

          วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด

1. ล้างมือให้สะอาด

2. แกะกระดาษที่ห่อยาออก แล้วจุ่มในน้ำสะอาดพอชื้นประมาณ 1-2 วินาที เพื่อช่วยให้เม็ดยาลื่น

3. นอนหงายโดยชันหัวเข่าขึ้นและแยกขาออก ไม่ควรนั่งยองๆ

4.  อดยาเข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

5. นอนในท่าเดิมประมาณ 15 นาที เพื่อไม่ให้ยาไหลออกมาจากช่องคลอด

6. การใช้ยาเหน็บช่องคลอด ควรเหน็บยาติดต่อกันจนครบ ไม่ต้องหยุดยาแม้ว่าจะมีประจำเดือนมา ช่วงระหว่างที่ใช้ยาเหน็บช่องคลอดควรใช้กระดาษชำระหรือผ้าอนามัยแผ่นบางรองที่กางเกงในไว้ เพื่อรองรับส่วนของเม็ดยาที่จะไหลออกมา

 7. ยาพ่นสูดทางปาก

          วิธีใช้ยาพ่นสูดทางปาก

1.  ถ้ามีเสมหะ ควรกำจัดเสมหะก่อนพ่นยา เปิดฝาครอบปากขวดยาพ่นออก  เขย่าขวดยา หายใจออกให้เต็มที่

2.  อมรอบปากขวดพ่นยาให้สนิท

3.  กดขวดยาพ่น 1 ครั้ง พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ทางปาก ตัวยาจะเข้าสู่คอพร้อมกับลมหายใจ ช่วงระหว่างนี้ควรกลั้นหายใจทางจมูก ถ้ามีหลอดต่อให้กดยาพ่นเข้าในหลอดต่อที่ปิดฝาไว้ เปิดฝาแล้วอมรอบฝาหลอดต่อให้สนิท หายใจเข้าช้าๆ ประมาณ 5-10 วินาที

4.  นำขวดยาพ่นออกจากปาก หุบปากให้สนิท  กลั้นหายใจประมาณ 5-10 วินาทีหรือนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

5.  ผ่อนลมหายใจช้าๆ ออกทางจมูก

6.  ถ้าต้องพ่นยาอีกครั้ง ควรเว้นระยะห่างจากครั้งแรกอย่างน้อย 1 นาที จึงเริ่มพ่นยาอีกครั้ง

7.  กรณีที่ต้องใช้ยาพ่นสูดร่วมกัน 2 ชนิด ต้องเว้นระยะในการพ่นยาแต่ละชนิด ประมาณ 5 นาที ควรพ่นยาที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลมก่อน

ภาพประกอบที่ 11

          ข้อแนะนำเกี่ยวกับยาพ่นสูดทางปาก

1. ยาพ่นที่เป็นยาขยายหลอดลมเท่านั้นที่สามารถใช้บรรเทาอาการหืดฉับพลันได้ สำหรับยาพ่นที่มียาสเตียรอยด์ไม่สามารถขยายหลอดลมได้ จะใช้เป็นยาป้องกันอาการในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง

2. ยาพ่นที่เป็นยาสเตียรอยด์ หลังจากพ่นยาเสร็จ ควรกลั้วปากและคอ เพื่อลดการเกิดเชื้อราในช่องปากและการเกิดเสียงแหบ

ภาพประกอบที่ 12

3. เมื่อใช้ยาหมดแล้ว ไม่ควรทุบขวดยาพ่นหรือเผาไฟ เพราะอาจทำให้ขวดยาระเบิด ได้

4. วิธีดูยาหมดทำได้โดยการนำขวดยาพ่นใส่ภาชนะที่มีน้ำอยู่และสังเกต ถ้าขวดยาพ่นจมลงก้นภาชนะ แสดงว่ายังมียาอยู่เต็ม ถ้าขวดยาพ่นลอยทำมุมต่างๆ กับผิวน้ำแสดงว่ายังมียาเหลือในปริมาณต่างๆ กัน ถ้าขวดยาพ่นลอยขนานกับผิวน้ำแสดงว่ายาหมดแล้ว

 8. ยาผงสำหรับผสมน้ำก่อนใช้

          วิธีใช้ยาที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้

1. ก่อนผสมน้ำควรเคาะผงยาในขวดให้ร่วน ไม่จับตัวกัน

2. การผสมยาต้องใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำสะอาด ห้ามใช้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่น เติมน้ำครั้งแรกประมาณครึ่งหนึ่งหรือ สองในสามส่วนของขีดที่กำหนด

3. เขย่าขวดให้ยากระจายตัวทั่ว

4. เติมน้ำปรับระดับให้พอดีขีดที่กำหนด แล้วเขย่าขวดอีกครั้ง

5. หลังผสมน้ำแล้ว เก็บที่อุณหภูมิห้องได้ประมาณ 7 วัน ถ้าเก็บในตู้เย็นสามารถเก็บได้นาน 2 สัปดาห์

6. ควรใช้ยาที่ผมแล้วให้หมด ถ้าเหลือไม่ควรเก็บไว้เพราะยาจะเสื่อมสภาพ

          ในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อยาด้วยตนเองจากร้านยา ซึ่งอาจได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้ยาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการศึกษาวิจัยพบว่าประชาชนชาวไทยเป็นจำนวนมากที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากพิษของยา และมีจำนวนไม่น้อยที่ถึงแก่ความตายโดยไม่จำเป็น ในการใช้ยาแต่ละครั้งควรขอรับข้อมูลของยา ทั้งข้อบ่งใช้ วิธีการใช้ ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง จากบุคลากรทางการแพทย์

 

 

มศว โลกทัศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ตุลาคม - พฤศจิกายน 2546

ความคิดเห็น
เพิ่มข้อความใหม่ ค้นหา
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
Email:
 
Website:
เรื่อง:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."





Reddit!Del.icio.us!Facebook!Slashdot!Netscape!Technorati!StumbleUpon!Newsvine!Furl!Yahoo!Ma.gnolia!Free social bookmarking plugins and extensions for Joomla! websites! title=
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ศูนย์จัดส่งพนักงาน ทรัพย์สมบูรณ์ธุรกิจ
new_ads_300x100.gif rk_banner.gif
บ้านอิ่มอุ่น sabydee_new1.gif
eldercarethailand.com รวมข้อมูล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักผู้สูงอายุ เนอร์สซิ่งโฮม เนอสซิ่งโฮม เนอร์สซิ่งแคร์
 *ข้อความที่เป็นโฆษณาทั้งหมดใน eldercarethailand.com ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการตัดสินใจ กรุณารวบรวมข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเลือก ทาง Elder Care Thailand ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทางศูนย์ดูแลฯ ใด ๆ ทั้งสิน*
bandwidth test
My Google Page Rank
               ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
กดเพื่อลงชื่อเข้าใช้
กดเพิ่มปิด tab นี้