|
อัมพฤกษ์ อัมพาต
อัมพฤกษ์ อัมพาตจะเกิดขึ้นเมื่อ เลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง ส่วนใดส่วนหนึ่ง เกิดอุดตัน หรือ ฉีดขาด ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อสมอง ในส่วนนั้น ๆ ได้ จนทำให้เซลล์สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติได้.
ผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดสมองตีบ หรือแตกจะมีอาการต่อไปนี้:
- -จะรู้สึกว่าร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง เกิดอ่อนแรง หรือชา
- -เดินไม่ได้ หรือเดินได้อย่างยากลำบากฉับพลัน
- -รู้สึกเวียนศรีษะอย่างมาก, สูญเสียความสมดุลย์ของร่างกาย และการทำงานร่วมกันของอวัยวะฉับพลัน
- -ปวดศรีษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ อย่างฉับพลัน
- -พูดลำบาก หรือไม่ค่อยเข้าใจในคำพูดของผู้อื่น
- -กลืนน้ำ อาหาร ลำบาก
- -สูญเสียสมาธิ และความทรงจำ
- -สูญเสียความสามารถในการควบคุม อุจจาระ หรือ ปัสสาวะ
- -พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น หัวเราะ หรือ ร้องไห้ ในเวลาที่มีควรหัวเราะ หรือร้องไห้ ,มีความรู้สึกหดหู่ หรือ มีอาการโมโหร้าย.
|
|
เส้นเลือดสมองตีบ หรือแตก เกิดจากจากเหตุดังต่อไปนี้:
- -มีก่อนเลือด เกิดขึ้นในเส้นเลือดแดงในสมอง โดยเส้นเลือดในสมองเส้นนั้นก็ตีบแคบ จากการที่มี โีคเลสเตอรอล ไปสะสมทำให้เส้นเลือดตีบแคบอยู่แล้ว.
- -เส้นเลือดแดงในสมอง ถูกอุดตันด้วยก้อนเลือด,ก้อนไขมัน หรือฟองอากาศ ที่ไหลเวียนมากจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย.
- -เส้นเลือดในสมองแตก และมีการตกเลือดในสมอง เนื่องมาจากความดันโลหิตสูง ศรีษะได้รับการบาดเจ็บ หรือ ผน้งเส้นเลือดอ่อนแอ มาตั้งแต่เกิด.
- -เส้นเลือดแดงในสมองถูกกดด้วย เส้นเลือดที่โป่งพอง หรือการที่มีเนื่องอกในสมอง.
อาการ TIA จะเกิดขึ้นเมื่อ มีการขาดเลือดที่ไปเลีั้ยงส่วนใดส่วนหนึ่งของสมองเพียงชั่วคราว โดยอาการดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นแล้วหายไปเพียงไปกี่วินาที หรืออาจจจะนานเป็นวันเลยก็ได้ เนื่องจากอาการของ TIA ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะไม่เป็นที่สังเกต และเกิดเพียงชั่วขณะ ดังนั้นผู้ป่วยจะไม่ค่อยให้ความใส่ใจอาการเหล่านั้นเท่าไร แต่อาการเหล่านี้นี่แหละ คืออาการเตือนว่า อาจจะมีภาวะเส้นเลือดสมองตีบ หรือแตกได้ ดังนั้นไม่ควรเพิกเฉย ควรจะไปพบแพทย์เสียแต่เนิ่น ๆ เมื่อพบอาการเตือนเหล่านี้เช่น:
- -แขน ขา หรือกล้าเนื้อใบหน้า ข้างใดข้างหนึ่ง อ่อนแรง หรือชา ฉับพลัน ชั่วคราว
- -พูดลำบาก หรือ ไม่เข้าใจในคำพูดคนอื่น ชั่วคราว
- -มองเห็นไม่ชัดเจน หรือ มีดดำ ในตาข้างใดข้างหนึ่ง ฉับพลัน
- -ปวดศรีษะ โดยไม่หาสาเหตุไม่ได้ หรือปวดหัว ไม่เหมือนกับที่เคยปวดคราวก่อน
- -วิงเวียนศรีษะ หรือ เป็นลม
ถึงแม้ว่า สัญญาณ และอาการที่กล่าวมานี้ จะเป็นสัญญาน หรืออาการเล็กน้อย และไม่สามารถนำมาบ่งบอกได้ว่า จะทำให้เกิดเส้นเลือดสมองแตก-ตีบหรือไม่ แต่ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะยิ่งค้นพบ และรักษา อาการ TIA เร็วเท่าไร ยิ่งทำให้คุณปลอดภัยจากเส้นเลือดสมองแตก-ตีบ ในอนาคต มากยิ่งขึ้น .
ผู้ป่วยที่เส้นเลือดสมองตีบ-แตก ต้อง:
- -ต้องเข้าพักในโรงพยาบาล เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการตีบ-แตก และ ค้นหาว่าสมองได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด
- -ต้องได้รับยารักษา ส่วนการผ่าตัดนั้น อาจจะจำเป็นในบางกรณีbe treated with medicines. An operation may sometimes be -ต้องหยุดการตกเลือด หรือ เอาก้อนเลือดออก
- -ต้องให้คำแนะนำในการรับประทานอาหาร
- -ต้องหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดสมองตีบ-แตกให้พบ และต้องทำการรักษา
- -ต้องเริ่ม โปรแกรมการคืนสู่สภาพปกติ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การออกกำลัง เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การฝึกพูด และเรียนรู้การทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง.
|
เส้นเลือดสมองตีบ-แตก เป็นภาวะฉุกเฉิน ที่จะต้องนำผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลทันที และต้องได้รับการดูแล รักษา อย่างทันท่วงที เพราะยิ่งเร็วเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะหายเป็นปกติได้มากเท่านั้น.
|
สมาชิกในครอบครัวมีความสำคัญมากต่อ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดสมอง แตก-ตีบ สำคัญอย่างยิ่งที่คนในครอบครัวต้อง พยายามทำตัวให้คุณเคยกับผู้ป่วย ที่อยู่ดี ๆ ต้องกลายเป็น คนทุพพลภาพ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเคย เพื่อที่คนในครอบครัวจะช่วยเหลือผู้ป่วยได้.
|
สิ่งที่ควรทำ:
|
|
สิ่งที่ไม่ควรทำ:
|
|
ควร เข้าใจผู้ป่วย และควรให้เวลามาก ๆ กับผู้ป่วยเพื่อตอบคำถามผู้ป่วย หรือช่วยเหลือผู้ป่วยทำโน้นทำนี่
ควร เรียนรู้จากแพทย์,พยาบาล,นักกายภาพบำบัด ว่าควรช่วยเหลือผู้ป่วยในเรือง โภชนาการ, การออกกำลัง และ การดูแลผู้ป่วยในเรื่องต่าง ๆ ในแต่ละวันอย่างไร
ควร ควรให้กำลังใจผู้ป่วย มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้
ควร ปรึกษากับสมาชิกในครอบครัว ว่า แต่ละคนควรทำอะไรบ้าง.
ควร ให้กำลังใจ และให้คำชม แก่ผู้ป่วยหากผู้ป่วย พยายามทำอะไรด้วยตัวเอง และควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น และมีความหวังอยู่เสมอ.
ควร ช่วยเหลือผู้ป่วย ดู,จับต้อง, และ ช่วยเคลื่อนไหว แขนหรือขา ของผู้ป่วย ที่อ่อนแรง .
|
|
ไม่ควร ขัดจังหวะ หรือผู้แทรกขณะที่ผู้ป่วยพูด และไม่ควรทำให้ผู้ป่วยเสียกำลังใจ อันเนื่องจากอาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้น.
ไม่ควร ทอดทิ้ง ไม่สนใจผู้ป่วย หรือทำกับผู้ป่วย เหมือนกับผู้ป่วยเป็นเด็ก หรือคนไร้ความสามารถ.
ไม่ควร ให้ผู้ป่วยใช้เฉพาะอวัยวะ ข้างที่ยังใช้งานได้เท่านั้น .
ไม่ควร ดึงแขน ข้างที่เป็น ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ไหล่ และอาจจการทำเช่นนัี้้นอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บอย่างมาก.
ไม่ควร ให้ผู้ป่วยบีบลูกบอลยาง หรือ ผ้า เพื่อเป็นการออกกำลัง เพราะการทำเช่นนี้ ออกกำลังได้เีพียง ทำให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรงขึ้น เท่านั้น . |
|
การให้ความช่วยเหลือ และเครื่องมือช่วยเหลือ
เพื่อที่จะให้ผู้ป่วย สามรถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราสามารถให้ความช่วยเหลือ และเครื่องมือพิเศษ เพื่อที่จะช่วยผู้ป่วย สามารถดำิเนินชีวิตได้ตามปกติ การให้ความช่วยเหลือ หรือใช้เครื่องมือพิเศษต่าง ๆ ควรปรึกษา นักกายภาพบำบัดก่อน เพื่อที่จะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง เพราะการใช้ หรือช่วยเหลือผู้ป่วยที่ผิดวิธีแทนที่จะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้น กลับแย่ลง.
|
|
 |
การรู้ถึงปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง ที่ทำเกิดการแตก-ตีบ ของเส้นเลือดสมอง แล้วการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น สามารถช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดสมอง ตีบ-แตก ด้วย
- ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตที่สูง จะสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดที่สมอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการตกเลือดที่สมอง หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดที่สมองได้ โดยส่วนมากผู้ป่วยเส้นเลือดสมอง ตีบ-แตก มักจะมีประวัติ เป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อน.
- โคเลสเตอรอลในเลือดสูง
- โคเลสเตอรอลเหล่านี้ จะไปสะสมที่ผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบแคบลง และทำให้อัตราการไหลเวียนของเลือดลดลง.
- มีBMI(ดัชนีมวลกาย) ตั้งแต่ 23.0kg/m² ขี้นไป
การมีดัชนีมวลกายมากกว่า 23.0kg/m² จะเพิ่มปัจจัยเสียงต่อ การเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และเส้นเลือดสมอง แตก-ตีบ.
- การสูบบุหรี่
บุหรี่จะเป็นตัวการทำให้เส้นเลือดตีบแคบ และลดปริมาณ ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมอง และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่อย่างหนัก มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เส้นเลือดสมองแตก-ตีบ มากกว่าคนทั่วไป ถึงกว่า 3 เท่า.
- เบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือดได้ อาจจะทำให้เส้นเลือด แข็งตัวและหนาตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนผ่านได้ลดลง.
- ความเครียด
ความถี่/ความนาน ของความเครียด ถ้าความคุมความเครียดได้ไม่ดี อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และนำไปสูเส้นเลือดสมองแตก-ตีบได้
| |
มั่นตรวจความดันโลหิต
ควรตตรวจความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าคุณเป็นความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ควรให้แพทย์รักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยทำให้คุณสามารถคุมความดันโลหิตไว้ได้.
|
| |
ดูแลเรื่องอาหารการกิน
ควรเลือกกินอาหารที่ไขมัน โคเลสเตอรอล เกลือ และน้ำตาล น้อย และควรรับประทานผักและผลไม้ ให้ได้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 มื้อ.
|
| |
หยุด!สูบบุหรี่
ถ้าคุณไม่เคยสูบบุหรี่ อย่า! ริสูบ ถ้าคุณสูบบุหรี่อยู่ เลิกสูบเสียแต่วันนี้.
|
| |
ออกกำลังกายประจำ
ควรออกกำลังกายให้ได้ 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ถ้าไม่มีเวลา หรือ ออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ได้ สามารถแบ่งการออกกำลังออกเป็น ยกย่อย ๆ ได้ ยกละ 10-15 นาที รวมแล้วให้ได้ 30 นาทีต่อวัน.
|
| |
มั่นตรวจเลือดหาเบาหวาน
ควรเริ่มตรวจน้ำตาลในเลือดตั้งแต่อายุ 40 ปี ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเบาหวานได้ง่ายกว่าคนอื่น ๆ เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน แต่ถ้าคุณเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรตรวจน้ำตาลในเลือด เป็นประจำ และต้องเคร่งครัดในการกินอาหาร และยา ตามที่แพทย์แนะนำ. |
| |
เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย
ควรพักผ่อนเมื่อคุณรู้สึก เมื่อยล้า ควรมีงานอดิเรกทำ เรียนรู้วิธีการผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม มากเกินไป วางแผนการจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม.
|
|