|
ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia pundurata (R0xb) Schitr วงศ์ Zinggberaceae
ชื่อท้องถิ่น
กะแอน ระแอน(ภาคเหนือ) ขิงทรา(มหาสารคาม)
ว่านพระอาทิตย์(กรุงเทพฯ)
ลักษณะ
กระชายเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า "เหง้า" เป็นเหง้าสั้นแตกหน่อได้
เช่นเดียวกับขิง ข่า และขมิ้น รากอวบรูปทรงกระบอกหรือรูปไข่ค่อนข้างยาวปลายเรียวแหลมออกเป็นกระจุก
มีผิวสีน้ำตาลอ่อนเนื้อใบสีเหลืองมีกลิ่นหอมเฉาะตัว ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นกาบใบที่หุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ
สีแดงเรื่อๆ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตัวใบรูปรีปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ
เส้นกลางใบ ก้านใบและกาบใบด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน ออกดอกเป็น ช่อสีขาวหรือขาวอมชมพูที่ยอด
(แทรกอยู่ระหว่างกาบใบ) ดอกบานทีละดอก มีลักษณะเป็นถุง ผลเป็นผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก |
|
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ใช้ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน (เหง้า)
 |
การปลูก
ขุดไถดินตากไว้ 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกและพรวนดินเพื่อให้ดินโปร่ง ยกเป็นแปลงหรือยกร่อง
นำเหง้ากระชายมาแบ่งส่วน ตัดแต่งรากให้เหลือไว้เพียง 2 ราก ปลูกลงหลุม
ระยะปลูก 20 x 20 เซนติเมตร และกลบดินให้หัวเสมอผิวดิน คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งรดน้ำให้ชุ่ม
|
โรคแมลงที่สำคัญ
โรคเน่า
โรคนี้จะระบาดในดินที่เป็นกรด ดินที่มีการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในปริมาณมาก ดินทราย
หรือดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์
 |
การป้องกันกำจัด
1. ไม่ควรปลูกกระชายซ้ำที่เดิมเป็นเวลาหลายปี
2. ก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น ได เทน - เอ็ม
45
3. ควรมีการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวในอัตรา 200 - 300 กิโลกรัม/ไร่
4. ไม่ควรนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคมาปลูก
|
การเก็บเกี่ยว
เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ 7 - 8 เดือน หรือสังเกตจากใบและลำต้นจะมีลักษณะสีเหลืองและจะยุบตัวลง
การเก็บเกี่ยวใช้มือถอน หรือจอบขุด ลักษณะสีเหลืองจะยุบตัวลง การเก็บเกี่ยวใช้มือถอน
หรือจอบขุดก็ได้ แต่ควรทำขณะดินมีความชื้น ถ้าดินแห้งควรรดน้ำก่อนเพื่อลดความเสียหายในขณะเก็บเกี่ยว
แล้วนำมาล้างน้ำทำความสะอาด
ส่วนที่ใช้บริโภค
เหง้าใต้ดิน
รสและสรรพคุณยาไทย » รสเผ็ดเล็กน้อย ขมนิดหน่อย
ใช้แก้ปวดมนในท้องไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อใช้บำรุงร่างกาย |
| |
| ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ » |
ในเหง้ากระชายมีสารสำคัญคือ น้ำมันหอมระเหย
ในการทดลองพบว่า สารจากเหง้ากระชายมีประสิทธิภาพยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อแบคทีเรียที่ได้ผลคือ Bacillus subtilis แบคทีเรียในลำไส้และแบคทีเรีย
ที่ทำให้เกิดหนองน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้
ช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน |
| |
| วิธีใช้ » |
เหง้ากระชายรักษาอาการท้องอืด ท้องฟ้อ แน่น จุกเสียด
โดยการนำเอาเหง้าและรากของกระชายมาต้มน้ำประมาณครึ่งฝ่ามือดื่ม
เมื่อมีอาการหรือปรุงกับอาหารรับประทานได้เลย |
| |
| คุณค่าทางอาหาร » |
กระชายมีรสเผ็ดพบสมควร จึงช่วยดับกลิ่นคาวได้
นำไปปรุงกับอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอาหารไทยเราเช่น แกงเลียง แกงขี้เหล็ก
ผัดเผ็ดปลาดุก ฯลฯ ในรากเหง้าของกระชายมี แคลเซียม เหล็กมาก
นอกจากนั้นยังมีเกลือแร่ต่างๆและวิตามิน เอ วิตามิน ซี อีกด้วย |
|