บทความที่น่าสนใจ
ข่าวผู้สูงอายุ
สเต็มเซลล์ ความหวัง ...ทางรอด
ข่าวที่น่าสนใจ
ข่าวผู้สูงอายุ
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน ข่าวที่น่าสนใจ ข่าวผู้สูงอายุ |
| สเต็มเซลล์ ความหวัง ...ทางรอด |
ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ส่งผลให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาวมาก
ขึ้น
โรคภัยไข้เจ็บที่เคยเป็นปัญหากำลังจะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์ทางการแพทย์
มนุษย์จะมีอะไหล่สำรองไว้ใช้คล้ายกับที่รถยนต์มีอะไหล่ขายตามร้านค้า หากอวัยวะใดเสื่อมชำรุด ก็แค่ไปที่โรงพยาบาล แจ้งขอเปลี่ยนอวัยวะที่สร้างขึ้นมาจาก "สเต็มเซลล์" ของตัวเอง หมดปัญหาเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ หรือคิวยาวเพราะรอผู้บริจาค แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงเหตุการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นจริง หรือไม่ และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด ยังไม่มีใครพยากรณ์ได้ บอกได้เพียงว่าปัจจุบันการศึกษาวิจัย "สเต็มเซลล์" หรือ "เซลล์ต้นกำเนิด" กำลังเฟื่องฟู อยู่ในทุกซีกโลก แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าการใช้สเต็มเซลล์สามารถรักษาโรค ได้ผล 100% จริง ในรอบปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ของไทยมีการนำ "สเต็มเซลล์" มาใช้รักษาโรคมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน การอัมพาตของไขสันหลัง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่คร่าชีวิตมนุษยชาติไปไม่น้อย การใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรคในเมืองไทยยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีหลายโรงพยาบาลได้เริ่มใช้บ้างแล้ว เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ใช้สเต็มเซลล์จากไขกระดูกของผู้ป่วย มารักษาแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน และใช้สเต็มเซลล์จากเลือดของผู้ป่วยมารักษาโรคภาวะหัวใจวายและโรคกล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาโรคด้วย "สเต็มเซลล์" ไม่เป็นที่แพร่หลาย ก็เพราะเทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็แพงมหาศาล ยากที่คนรายได้ปานกลางจะเข้าถึงได้ เพราะแค่ค่ารับฝากสเต็มเซลล์ ในธนาคารเอกชนสำหรับรับฝากสเต็มเซลล์ หากเป็นสเต็มเซลล์ที่เก็บจากเลือดในสายสะดือของทารกแรกเกิดราคาจะอยู่ที่ 40,000 บาทรวมค่าฝากปีแรก ส่วนปีต่อไปจะเสียค่าฝากปีละ 6,000 บาท แต่หากเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดของผู้ใหญ่ ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นถึง 179,000 บาทรวมค่าฝากปีแรก ส่วนปีต่อไปจะเสียค่าฝากปีละ 12,000 บาท ส่วนที่สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่รับจัดเก็บสเต็มเซลล์นั้น มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บครั้งแรกประมาณ 40,000-50,000 บาท หลังจากนั้นจะเป็นค่ารักษาสเต็มเซลล์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี โดยสภากาชาดจะเก็บค่ารักษาที่ 5,000 บาทต่อปี ที่ผ่านมา สภากาดชาดไทยได้นำสเต็มเซลล์ไปรักษาผู้ป่วยบ้างแล้ว อย่างเช่น ทำการปลูกถ่ายผู้ป่วยโรคลูคีเมีย ธาลัสซีเมีย โรคไม่สร้างภูมิต้านทาน และโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่ได้ผลดี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะการป่วย หากเป็นอาการป่วยที่มีมานาน และมีการรักษาด้วยวิธีอื่นไปมากแล้ว ผลการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะไม่ค่อยได้ผล การรักษาโดยการใช้สเต็มเซลล์จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณไม่ต่ำกว่าหลักแสนขึ้นไป แล้วแต่โรคที่จะรักษาและอาการของโรค บางโรคอาจจะต้องเสียค่ารักษาเป็นล้าน และก็ใช่ว่าจะรักษาได้หายขาด เพราะการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ยังอยู่ระหว่างการวิจัย ยังไม่มีใครรับรองได้ว่าจะหายขาดได้ 100% แต่ถึงกระนั้น แม้จะเป็นเพียงความหวังที่มีอยู่น้อยนิด แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์มากพอก็ยินดีที่จะทุ่มเงินลงไปเพื่อรักษา ชีวิตให้รอด จึงเป็นช่องทางที่ทำให้มีผู้ฉกฉวยโอกาสนำความหวังของผู้ป่วยมาผันเป็นเงิน เข้ากระเป๋า ด้วยการหลอกลวงเอา "สเต็มเซลล์" มาเป็นตัวโฆษณา ทั้งที่ไม่สามารถรักษาได้จริง แม้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับ ดูแลการรักษาพยาบาลของประเทศ จะออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "มาตรฐานการบริการเซลล์ต้นกำเนิดเลือดสายสะดือ (Adult Stem Cell) เพื่อใช้สำหรับตนเอง" เพื่อให้การจัดเก็บสเต็มเซลล์เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและสามารถนำมาใช้รักษาได้ จริง ก็ไม่น่าจะช่วยควบคุมมาตรฐานได้จริง เพราะเป็นเพียงการออกประกาศกว้างๆ และไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ทำผิด ตราบใดที่มนุษย์เราต้องการมีชีวิตที่ยืนยาว และเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การวิจัยและผลสำเร็จของ "สเต็มเซลล์" ก็ยังเป็นความหวังที่ทุกฝ่ายรอคอยผลความสำเร็จอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ มนุษย์คงจะมีอะไหล่สำรองไว้ใช้ และ "โรคภัยไข้เจ็บ" ก็คงจะไม่สามารถกระชากลมหายใจของมนุษย์เราไปได้ง่ายๆ อีกต่อไป
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|