กลุ่มอาการที่มีน้ำตาลกลูโคสรวมทั้งไขมันและกรดอะมิโนสูงในเลือดเรียกว่า โรคเบาหวาน สาเหตุเนื่องจากต่อมเล็กๆ ในตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรืออินซูลินมีเพียงพอแต่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะอินซูลินไม่สามารถ เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน ให้ร่างกายใช้การได้ในร่างกาย อินซูลินมีเพียงพอ หรือมีอินซูลินอยู่จริง แต่เซลล์ในอวัยวะของร่างกาย ก็ไม่อาจนำมาใช้เปลี่ยนอาหารให้เกิดพลังงานได้
อาจกล่าวสั้นๆ ก็คือ โรคซึ่งมีน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง และอาจจะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะได้ด้วย
ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติยังไม่ทราบแน่นอน แต่มีปัจจัยเสี่ยงซึ่งได้แก่
- กรรมพันธุ์ จะพบโรคเบาหวานได้บ่อยในผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
- ความอ้วน ความเครียด การไม่ออกกำลังกาย การมีบุตรมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินและเกิดโรคเบาหวานตามมา
- จากเชื้อโรคหรือยาบางอย่าง (รวมทั้งเหล้าด้วย) ไปทำลายตับอ่อน ทำให้สร้างอินซูลินไม่ได้จึงเกิดโรคเบาหวาน
อาการ
- ปัสสาวะมากกว่าปกติ ปัสสาวะหลายครั้งตอนกลางคืน เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเมื่อเลือดไหลผ่านไต ก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำตาลไว้ได้ ก็ถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้เสียน้ำออกไปทางปัสสาวะ
- ดื่มน้ำบ่อยและมากกว่าผู้ที่ไม่มีอาการ เนื่องจากถ่ายปัสสาวะมากและบ่อย ทำให้ร่างกายขาดน้ำจึงเกิดความกระหายน้ำ
- หิวบ่อย กินจุ แต่ผอมลง เพราะอินซูลินไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เพียงพอ จึงนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ทำให้รู้สึกหิว รับประทานได้มากคือ กินจุ
- เป็นแผลหรือฝีง่าย และหายยาก เนื่องจากน้ำตาลสูง เนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผลมีความชุ่มชื้นสูงทำให้ความต้านทานต่อเชื้อโรคลดลง
- คันตามตัว ผิวหนัง และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ สาเหตุของอาการคันเกิดขึ้นได้หลายอย่าง เช่น ผิวหนังแห้งเกินไป หรือการอักเสบของผิวหนังซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนการคันบริเวณอวัยวะเพศมักเกิดจากการติดเชื้อรา
- ตาพร่ามัว ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย การที่ตาพร่ามัวในโรคเบาหวาน สาเหตุอาจเกิดได้หลายประมาณ คือ อาจเป็นเพราะสายตาเปลี่ยน (ตาสั้นลง) เมื่อน้ำตาลสูงและน้ำตาลไปคั่งอยู่ในตาหรือมัว อาจเกิดจากต้อกระจก เส้นเลือดในตาอุดตันก็ได้
- มือชา เท้าชา หมดความรู้สึกทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลที่สูงนานๆ ทำให้เส้นประสาทเสื่อม
บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ พบบ่อยๆ ว่าผู้ป่วยที่ละเลยไม่รับการวินิจฉัยและรักษาโรคเบาหวานตั้งแต่ต้นจะทราบว่าเป็นเบาหวานต่อเมื่อเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นแล้ว ดังนั้น นอกจากจะต้องตรวจหาโรคเบาหวานในผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ขึ้นไปทุกรายควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูง
การวินิจฉัย วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ
การตรวจหาน้ำตาลในเลือดมักทำการตรวจเลือดในตอนเช้าหลังงดอาหารประมาณ 6 ชั่วโมง แต่การตรวจเลือดทำให้ค่อนข้างยากในชนบท เพราะราคาแพงและต้องการเครื่องมือพิเศษ ดังนั้น เราอาจจะใช้การตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะแทน ซึ่งจะใช้ช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดีพอสมควร โดยที่การตรวจปัสสาวะทำได้ง่าย และราคาถูกกว่า แม้ผลที่ได้จะไม่แน่นอนเท่ากับการตรวจเลือดก็ตาม การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะเกินกว่า 1+ ขึ้นไปควรแนะนำให้ไปตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่า เป็นเบาหวานอีกครั้งที่โรงพยาบาล
โรคแทรกซ้อน
โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับโรคเบาหวาน แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
ก. ประเภทเฉียบพลัน
ข. ประเภทเรื้อรัง
ก. ประเภทเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังจากเป็นเบาหวานในเวลาไม่นานนัก อันตรายมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพและการรักษา มีดังต่อไปนี้
- การติดเชื้อโรคได้ง่าย เนื่องจากการที่น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวในการต้านทานเชื้อโรคลดลง การติดเชื้อพบได้ในแทบทุกอวัยวะ
- ภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงมากหรือต่ำมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบอาการทั้ง 2 ได้จากตาราง
ตารางเปรียบเทียบอาการแสดงของผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำและสูง
ข. ประเภทเรื้อรัง เป็นโรคแทรกที่เกิดขึ้นหลังเป็นเบาหวานในเวลานานๆ อาจนานนับ 10 ปี เกิดขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ( Microvascular) และหลอดเลือดโต (Macrovascular) ซึ่งจะนำไปสู่พยาธิสภาพเรื้อรังและถึงตายได้
- โรคความดันเลือดสูง ในโรคเบาหวานพบได้ประมาณ 2 เท่าของคนไม่เป็นโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากมีอินซูลินในร่างกายมากโดยกลไกเกิดขึ้นที่ท่อไต ทำให้มีการคั่งของเกลือโซเดียมเพิ่มปริมาตรของเลือดขึ้น และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เพิ่มปริมาตรในเลือดเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดความดันเลือดสูงได้
- หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่หัวไหล่โดยเฉพาะข้างซ้าย อาจมีอาการหอบเหนื่อยจากหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตได้โดยเฉียบพลัน
- หลอดเลือดสมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพาต บางรายอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด การทำงานของสมองเลวลง
- โรคของจอตา พยาธิสภาพเกิดขึ้นที่จอตา มีเลือดออก ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ตามองไม่เห็น
- เส้นเลือดที่เท้าอุดตัน ทำให้เกิดเนื้อเน่าและเป็นแผลหายยาก
- ไตวาย เริ่มแรกจะมีอาการบวม อ่อนเพลีย ต่อมาเมื่อไตเสียมากจะมีของเสียคั่งในร่างกายทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในที่สุดจะปัสสาวะลดลงและเสียชีวิต
- ประสาทอักเสบ ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า ปัสสาวะลำบาก หมดความรู้สึกทางเพศ ท้องผูกสลับท้องเดิน
โรคแทรกของเบาหวานดังกล่าวแล้วพบได้เกือบทุกอวัยวะ โดยเฉพาะโรคแทรกเรื้อรังทำการรักษาได้ยากมาก และมักไม่หายขาด ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกเหล่านี้ขึ้น จึงเป็นวิธีที่ดีมาก การป้องกันนี้ทำได้โดยควบคุมรักษาเบาหวานให้ดี ต้องทำให้เร็วที่สุด และทำโดยสม่ำเสมอ จึงจะได้ผล
การวินิจฉัยการดูแลรักษา
หลักการของการให้การรักษาได้แก่
- โภชนาการด้วยการควบคุมอาหาร
เนื่องจากโรคเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้เช่นคนปกติ จึงมีความจำเป็นต้องให้การควบคุมอาหาร เพื่อให้น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำกว่าปกติ หลักในการควบคุมอาศัยหลักสำคัญ 3 ประการคือ
1.1 ปริมาณอาหาร ควรจะเพียงพอกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวคงที่
1.2 ส่วนประกอบของอาหารที่รับประทาน ยึดหลักอาหาร 5 หมู่ แต่ต้องปรับให้เหมาะสมคือ
(1) งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด
2) ลดอาหารจำพวกแป้ง
(3) รับประทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้น
(4) อาหารประเภทโปรตีน แต่เนื้อสัตว์ไม่ควรติดมัน
(5) งดไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ใช้น้ำมันพืชแทน
(6) งดกะทิ หนังสัตว์ทุกชนิด
(7) งดดื่มเหล้า เบียร์ บุหรี่
1.3 การแบ่งมื้ออาหาร ควรกระจายอาหารออกเป็นมื้อบ่อยๆ รับประทานทีละน้อย แต่รับประทานทุกมื้อ
- ยาลดน้ำตาลในเลือด
ยาลดน้ำตาลแบ่งเป็น 2 ชนิด
2.1 ยารักษาเบาหวานชนิดฉีด
2.2 ยารักษาเบาหวานชนิดรับประทาน
ในโรคเบาหวานมีความจำเป็นมากจะต้องใช้ยาตามแพทย์สั่งทั้งขนาดและจำนวน สำหรับยารักษาเบาหวานชนิดฉีด ควรฉีดยาก่อนอาหาร ประมาณ 30 นาที
ยาสมุนไพร ใช้รักษาเบาหวาน ยังไม่มียาสมุนไพรใดที่มีสรรพคุณแน่นอนในการรักษาโรคเบาหวาน ในปัจจุบันการค้นคว้าวิจัยยังกระทำอยู่ไม่นานมานี้มีงานวิจัยใหม่ ที่น่าเชื่อถือได้ และได้ทำการทดลองในโรงพยาบาลของรัฐบาล ถึง 4 แห่งในไต้หวัน และตีพิมพ์ในวรสารทางการแพทย์ ว่าสารอาหารชนิดนี้ช่วยทำให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้โดยผู้ผลิตเรียกผลิตภัณฑ์นี้ว่า GT&F
- การออกกำลังกายที่เหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยได้หลายประการ คือ
3.1 ทำให้กล้ามเนื้อใช้น้ำตาลเป็นพลังงานมากขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
3.2 ช่วยให้น้ำหนักลดลง
3.3 ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งช่วยลดโรคแทรกของเบาหวานบางอย่างลงได้
- การดูแลตนเองในผู้ป่วยเบาหวาน
4.1 ควบคุมอาหารอย่าปล่อยให้อ้วน ไม่รับประทานของหวาน
4.2 ออกกำลังกายพอควรและสม่ำเสมอ ตามสภาพที่ร่างกายอำนวยให้
4.3 หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาลในร่างกาย
4.4 รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัดและสม่ำเสมอ
4.5 งดบุหรี่ สุราและของเค็ม
4.6 ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดอยู่เสมอเพราะเมื่อมีบาดแผลจะทำให้แผลหายช้า
4.7 ทำจิตใจให้สบาย
4.8 มีท๊อฟฟี่หรือน้ำตาลไว้ เพื่อป้องกันการหมดสติจากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
4.9 ถ้ามีแผลหรือมีความผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที การตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้า ไม่ควรตัดสั้นติดผิวหนัง
- การป้องกัน
1. รับประทานอาหารให้ถูกหลักและคงที่ โดยรับประทานพวกแป้งชนิดไม่หวาน เช่น ข้าว หลีกเลี่ยงพวกน้ำตาล อาหารโปรตีนควรได้จากพืชหรือสัตว์ ไขมันจากพืช เช่น ข้าวโพดและพวกผักเพราะส่วนใหญ่เป็นการทำให้การดูดซึมอาหารของลำไส้ช้าลง ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก
2. การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังทำให้เนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อเอาน้ำตาลไปใช้เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงไป
การส่งต่อผู้ป่วย
ในกรณีต่อไปนี้ ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานบริการสาธารณสุข
- ในผู้สูงอายุที่สงสัยว่าจะเป็นเบาหวานแล้วมาตรวจปัสสาวะพบว่า น้ำตาลในปัสสาวะ 1+ ขึ้นไปและนัดมาตรวจซ้ำอีกใน 1 สัปดาห์ต่อมาพบว่าผลการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะยัง 1+ ขึ้นไป ให้แนะนำหรือส่งต่อผู้สูงอายุ เพื่อมาตรวจน้ำตาลในเลือดที่ รพ.ชุมชน หรือสถานบริการต่อไป
- ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยเบาหวานจะหมดสติได้จากหลายสาเหตุ เหตุที่สำคัญคือ น้ำตาลในเลือดต่ำจากการให้ยาเบาหวานมากเกินไป หรือผู้ป่วยกินอาหารไม่สม่ำเสมอ กรณีน้ำ อาจพบอาการใจสั่งเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะนำมาก่อนหมดสติ เมื่อพบผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ควรให้กินน้ำตาล ถ้าพอกินได้ใช้น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมใส่ไปในปากผู้ป่วยถ้ากินเองไม่ได้ (ระวังอย่าให้สำลัก) หากยังไม่ฟื้นต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่นาน จะรักษาไม่ได้)
สาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานหมดสติ ได้แก่
- น้ำตาลในเลือดสูงมากๆ กรณีนี้เป็นภาวะฉุกเฉินซึ่งต้องรีบรักษาเช่นกัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
- เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย เกิดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเช่นกัน
- เป็นแผลที่เท้าที่ทำท่าจะลุกลาม แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานจะลุกลามได้รวดเร็วมาก บางครั้งอาจลุกลามไปทั่วขาในเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น ถ้าผู้ป่วยเบาหวานเป็นแผลแล้วทำท่าจะลุกลามมากขึ้นต้องรีบนำส่งสถานบริการสาธารณสุข
- ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ 3+ หรือ 4+ ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง แสดงว่า การควบคุมเบาหวานยังไม่ดีพอ ภาวะนี้ยังไม่ฉุกเฉินเท่ากับภาวะอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ควรไปให้แพทย์ตรวจดูอีกครั้งว่าทำไมจึงควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เพื่อป้องกันโรคแทรกที่รุนแรงอื่นๆ ต่อไป
|