ผลการศึกษาเผยว่ายา "ปราซูเกรล"ช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานได้กว่า 30%เมื่อเทียบกับยา "คลอปิโดเกรล"Monday, 1 September 2008 02:55 -- ทั่วไป  ผลจากการทดลองแสดงให้เห็นว่ายาปราซูเกรล(Prasugrel)ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายและการเกิดลิ่มเลือดอุดตันลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาคลอปิโดเกรล (Clopidogrel)ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย
ข้อมูลจากการทดลอง TRITON-TIMI 38 เผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายลดลง 40% หลังได้รับยาปราซูเกรลเมื่อเทียบกับยาคลอปิโดเกรล (8.2% ต่อ 13.2%, P<0.001) นอกจากนั้นอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดอุดตันแบบไม่ถึงชีวิต ยังลดลงรวมกันกว่า 30% ในกลุ่มผู่ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาปราซูเกรลเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาคลอปิโดเกรล (12.2% ต่อ 17.0%, P<0.001) ส่วนในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน ยาปราซูเกรลก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจเช่นกัน โดยหลังเสร็จสิ้นการทดสอบพบว่า ผู้ป่วยที่ใช้ยาปราซูเกรลมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดอุดตันแบบไม่ถึงชีวิตเพียง 9.2% เทียบกับ 10.6% ในผู้ใช้ยาคลอปิโดเกรล (P=0.02) ดร.สตีเฟ่น วิเวียต ซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะแพทย์ศาสตร์วิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นสมาชิกกลุ่มวิจัยลิ่มเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดแห่งโรงพยาบาลบริกแฮม แอนด์ วีเมน เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐเมริกาจะเป็นผู้นำเสนอผลการทดลองยาปราซูเกรลในผู้ป่วยโรคเบาหวานในวันนี้ ณ ที่ประชุมสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรปที่นครมิวนิค ประเทศเยอรมนีนอกจากนั้นยังมีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับการทดลองนี้ผ่านทางCirculationซึ่งเป็นวารสารแพทย์แบบออนไลน์ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA) “ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้ยาปราซูเกรลช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานลงได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้ยาคลอปิโดเกรล” ดร.วิเวียต กล่าว นอกจากนั้นผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาปราซูเกรลยังมีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงโดยทั่วกันไม่ว่าจะได้รับการรักษาโรคเบาหวานด้วยการฉีดอินซูลินหรือไม่ฉีดก็ตาม โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดอุดตันแบบไม่ถึงชีวิต ลดลง 37% ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินและ 26% ในกลุ่มที่ไม่ใช้อินซูลิน (P=0.001)นอกจากนั้นผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาปราซูเกรลยังมีอัตราการเกิดก้อนเลือดอุดตันจากการใส่ขดลวดในหลอดเลือดหัวใจ (stent thrombosis) ลดลงถึง 48% เมื่อเทียบกับการใช้ยาคลอปิโดเกรล (3.6% ต่อ 2.0%, P=0.007) "การค้นพบดังกล่าวน่าสนใจมากเนื่องจากขัดกับผลการศึกษาในอดีตที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินจะมีก้อนเลือดอุดตันมากกว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ใช้อินซูลิน” ดร.วิเวียต กล่าว ผลการทดลอง TRITON-TIMI 38ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแพทย์นิวอิงแลนด์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2007 (Vol. 357, No. 20)ได้มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาปราซูเกรลกับยาคลอปิโดเกรลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการใส่ขดลวดในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งผลปรากฎว่า ยาปราซูเกรลสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวายและหลอดเลือดอุดตันแบบไม่ถึงชีวิต ได้ราว 19%แต่อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกอย่างหนักมากขึ้นเมื่อเทียบกับยาคลอปิโดเกรล (2.4% ต่อ 1.8%)(1) ส่วนในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาปราซูเกรลและยาคลอปิโดเกรลมีอัตราการเกิดภาวะเลือดออกอย่างหนักเท่าๆ กัน(2.5% กับ 2.6% ตามลำดับ)ไม่ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยอินซูลินหรือไม่ก็ตาม เกี่ยวกับ โรคเบาหวานในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการต่างๆ กำเริบหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต(2) มากกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน โดยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วยจะเกิดปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับหัวใจถี่ขึ้นกว่าปกติ, หลอดเลือดหัวใจตีบลง, น้ำตาลในเลือดสูง, เกิดการติดเชื้อ และมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดก้อนเลือดอุดตันในเส้นเลือด เกี่ยวกับ ปราซูเกรล บริษัท ไดอิจิ ซังเกียว จำกัด (TSE: 4568) และ อีไล ลิลลี่ แอนด์ คอมพานี (NYSE: LLY) ได้ร่วมกันพัฒนาปราซูเกรลซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองที่ค้นคว้าขึ้นโดยไดอิจิ ซังเกียวและหุ้นส่วนญี่ปุ่น อูเบะ อินดัสทรี จำกัดโดยมีจุดประสงค์ที่จะให้เป็นยาสำหรับรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและรุนแรงที่ได้รับการรักษาด้วย PCI ปราซูเกรลออกฤทธิ์ยับยั้งการสะสมของเกล็ดเลือดโดยการหยุดเซลล์ตัวรับของสารประกอบที่มีพลังงานสูง (adenosine diphosphate - ADP) บนผิวของเกล็ดเลือดตัวละลายลิ่มเลือดป้องกันเกล็ดเลือดจากการเกาะกลุ่ม หรือการติดกันที่สามารถช่วยลดการอุดตันในหลอดเลือด และอาจนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ หรืออัมพาตได้ เกี่ยวกับ ไดอิจิ ซังเกียว บริษัท ไดอิจิ ซังเกียว จำกัด ก่อตั้งในปี 2005จากการควบรวมของบริษัทยาเก่าแก่ของญี่ปุ่นสองแห่งกำเนิดเป็นองค์กรชั้นนำที่พัฒนายาใหม่ๆอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั่วโลกบริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาด้านโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นหลัก และมีการวิจัยเกี่ยวกับโรคอื่นๆ อาทิ ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันเลือดสูง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นบริษัทยังทำการวิจัยเพื่อคิดค้นตัวยาใหม่ๆ ในการรักษาโรคติดเชื้อ โรคมะเร็ง โรคกระดูกและข้อต่อ และโรคระบบภูมิคุ้มกัน ท่านที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.daiichisankyo.com ทั้งนี้ ไดอิจิ ซังเกียว อิงค์ (www.dsus.com)ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองพาร์ซิปปานี รัฐนิวเจอร์ซีย์ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทในเครือ ไดอิจิ ซังเกียว คอมพานีลิมิเต็ด เกี่ยวกับ อีไล ลิลลี่ แอนด์ คอมพานี ลิลลี่ เป็นบรรษัทชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและกำลังพัฒนาประวัติผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์เป็นครั้งแรกในประเภทนั้นๆและดีที่สุดในประเภทนั้นๆด้วยการปรับใช้ผลการวิจัยล่าสุดจากห้องทดลองทั่วโลกของบริษัทและจากองค์กรทางการแพทย์ที่มีความร่วมมือระหว่างกัน ลิลลี่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอินเดียนาโปลิส มลรัฐอินเดียน่าลิลลี่หาคำตอบให้กับความต้องการทางการแพทย์ที่เร่งด่วนที่สุดในโลกผ่านทางเวชภัณฑ์และข้อมูล ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ประกอบด้วยข้อความเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ของปราซูเกรลที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง (CS-747, LY640315)และสะท้อนถึงความเชื่อในปัจจุบันของไดอิจิ ซังเกียว และลิลลี่อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับยาที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั่วไปจึงย่อมมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในกระบวนการพัฒนาและการตรวจสอบทางกฏหมายเข้ามาเกี่ยวข้องไม่มีการรับประกันว่ายาที่อยู่ในระหว่างการทดลองจะสามารถจำหน่ายได้สำหรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆสามารถดูได้จากเอกสารที่ลิลลี่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และเอกสารที่ไดอิจิ ซังเกียวยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ไดอิจิ ซังเกียว และลิลลี่ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปรับปรุงคำแถลงการณ์เกี่ยวกับอนาคตเหล่านี้ Plavix(R)/Iscover(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ ซาโนฟิ อาว็องทิส (1) Wiviott, S, Braunwald, E, et al. Prasugrel versus Clopidogrel in Patients with Acute Coronary Syndromes. New England Journal of Medicine. November 2007;357:2001-15. (2) Donahoe SM et al. Diabetes and mortality following acute coronary syndromes. JAMA 2007; 298(7):765-775. (3) Angiolillo DJ. Antiplatelet therapy in type 2 diabetes mellitus. Curr Opin Endocrinol Diabetes Obes. 2007;14(2):124-131. (4) Sabatine MS, Braunwald E. Will diabetes save the platelet blockers? Circulation. 2001;104(23):2759-2761. (5) Sobel BE. Optimizing cardiovascular outcomes in diabetes mellitus. Am J Med. 2007;120(9 Suppl 2):S3-11.
|