บทนำ
เบาหวานมีอยู่ 2 ชนิดคือ ชนิดที่ 1(เมื่อก่อนเราเีรียก เบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน(IDDM) หรือ เบาหวานที่เกิดขึ้นในเด็ก) และชนิดที่ 2 (เมื่อก่อนเราเรียก เบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน (NIDDM) หรือเบาหวานในผู้ใหญ่)
อินซูลิน
เบาหวานทั้ง 2 ชนิด คือชนิดที่ 1 และ 2 มีอินซูลิน เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิด ภาวะดังกล่าว : คือจะมีการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาล(กลูโคส)ในเลือด เนื่องมาจากการขาดอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ผลิตออกมาจากตับอ่อน และแสดงเป็นตัวหลักในการควบคุม การเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย โดยอินซูลินจะทำงานดังนี้:
- ขณะที่กำลังกินอาหาร และ ทันทีหลังกินอาหาร เมื่อระบบย่อยอาหารทำการย่อย คาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นโมเลกุลของน้ำตาล (เช่น กลูโคส) และย่อยสลายโปรตีนให้กลายเป็น กรดอะมิโน
- ทันทีทันใดหลังจากกินอาหาร กลูโคส และกรดอะมิโน จะถูกดูดซึมโดยตรงเข้าไปยังกระแสเลือด ซึ่งจะทำให้กลูโคสในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นทันที และอยู่ในระดับที่สูงอย่างรวดเร็ว
- การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกลูโคสในกระแสเลือดนี่เอง จะเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังตับอ่อน ซึ่งจะทำให้ เซลล์ที่เรียกว่า เบต้าเซลล์ ในตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา และเข้าไปยังกระแสเลือด ภายใน 10 นาทีหลังจากมื้ออาหาร อินซูลินจะขึ้นถึงระดับสูงสุด
- อินซูลินจะทำให้กลูโคส และกรดอะมิโน เข้าไปสู่ตัวเซลล์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซลล์กล้ามเนื้อ และเซลล์ตับ และที่ในเซลล์นี่เอง อินซูลินและฮอร์โมนตัวอื่น ๆ จะทำหน้าที่โดยตรง เพื่อทำการเผาผลาญให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย หรือเก็บสะสมพลังงานเหล่านั้นในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น (ส่วนสมอง และระบบประสาท จะไม่ขึ้นกับ อินซูลิน แต่จะมีการควบคุมระดับน้ำตาล ผ่านกลไกอื่น)
- เมื่อระดับ อินซูลินสูงขึ้น ตับจะหยุดทำการสร้าง กลูโคส และจะเก็บกลูโคสไว้ในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามที่ร่างกายต้องการ
- เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดถึงระดับสูงสุด ตับอ่อนจะลดการผลิตอินซูลิน
- ประมาณ 2-4 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร ทั้งระดับกลูโคส และอินซูลินในกระแสเลือด จะอยู่ในระดับต่ำสุด แต่อินซูลินจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเล็กน้อย ระดับน้ำตาลในเลือดในขณะนี้เราจะเรียกกันว่า ระดับความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดหลังการอดอาหาร( fasting blood glucose concentrations)
เบาหวานชนิทที่ 2
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบได้เป็นส่วนมาก ของผู้ป่วยโรคนี้ โดยจะมีประมาณ 90% ของผู้ป่วยเบาหวาน จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้ ประมาณ 19 ล้านคน และอีกครั้งนึงของประชากรเป็นผู้ป่วยที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน ขบวนการหรือกลไกการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 นี้เรายังไม่ทราบแน่ชัิดทั้งกลไก หรือ ขบวนการ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ได้ให้ความคิดเห็นว่า น่าจะมีกลไกการเกิดโรคอยู่ 3 ระยะ ในผู้ป่วยโดยทั่วไป:
- ระยะแรก ในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 คือสภาวะที่เรียกว่า insulin resistance หรือการดื้อต่อ อินซูลิน ถึงแม้ว่า อินซูลินสามารถจับกับ ตัวรับทั้งในเซลล์ตับและกล้ามเนื้อได้ตามปกติ แต่ขบวนการจริง ๆ แล้วคือการป้องกันไม่ให้อินซูลินเคลื่อน กลูโคส จากเลือดเข้าสู่เซลล์ได้ ซึ่งที่ตับและกล้ามเนื้อจะเป็นบริเวณที่มีการใช้น้ำตาลได้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะสามารถสร้าง อินซูลินได้ในระดับที่เป็นปกติ หรือมากกว่าปกติก็ตาม ในช่วงแรก ๆ ของเบาหวานชนิดที่ 2 การผลิตอินซูลินอาจจะเพียงพอ ที่จะเอาชนะภาวะดี้อต่อินซูลินนี้ได้
- เมื่อเวลาล่วงเลยไป ตับอ่อนจะไม่สามารถสร้างอินซูลินให้เพียงพอ ที่จะเอาชนะภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะเริ่มไ้ด้รับผลกระทบจากภาวะที่มีน้ำตาลเิิพิ่มขึ้นในเลือดอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะหลังจากมื้ออาหาร (เรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังมื้ออาหาร postprandial hyperglycemia) ปัจจุบันเราเชื่อว่าภาวะนี้ จะมีผลอย่างยิ่งยวดต่อความเสื่อม-เสียหายของร่างกาย
- ในที่สุด วงจรการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือด จะทำให้ เบต้าเซลล์ในตับอ่อน ทำงานผิดปกติ หรืออาจจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ ทำให้การผลิตอินซูลินของตับอ่อนต้องหยุดไปอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะเบาหวานอย่างสมบูรณ์ คือไม่มีช่วงเวลาที่น้ำตาลในเลือดลดลงอีกต่อไป ระดับน้ำตาลจะยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งผู้ป่วยไม่ได้กินอาหารใด ๆ เข้าไประดับน้ำตาลในเลือดก็ยังคงสูงกว่าค่าปกติ

























บทความที่น่าสนใจ 



















