บทความที่น่าสนใจ
ยาน่ารู้
Myelodysplastic syndrome
บทความที่น่าสนใจ
โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก
ดัชนีศูนย์/โรงเรียน บทความที่น่าสนใจ โรคผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก |
| Myelodysplastic syndrome |
Myelodysplastic syndrome หรือ MDS เป็นกลุ่มอาการของโรคซึ่งเกิดจากความผิดปรกติของไขกระดูก ในอดีตแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Pre-leukemia เนื่องจากพบว่าผู้ป่วย MDS สามารถพัฒนาเป็นไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia) ได้ถึง 30% สำหรับสถานการณ์ของโรค MDS ในแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MDS ประมาณ 87,000 รายทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MDS ประมาณ 10,000-20,000 รายต่อปี ส่วนประเทศไทยยังไม่มีการรวบรวมสถิติของผู้ป่วยโรคนี้อย่างเป็นการ รศ. พ.อ. นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูลแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเริ่มต้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรค MDS ว่า"เซลล์เม็ดเลือดส่วนใหญ่ของร่างกายมีต้นกำเนิดมาจากไขกระดูกโดยเริ่มต้นจากเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ซึ่งเป็นเซลล์ตั้งต้น (parentcell) ของเซลล์เม็ดเลือดโดยเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้จะแบ่งตัวให้เซลล์ที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่(immature cell) เรียกว่า blast cells เมื่อ blast cellsเจริญเติบโตเต็มที่จะมีลักษณะเฉพาะซึ่งแบ่งออกเป็นเซลล์เม็ดเลือดหลัก 3ชนิดคือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด" ผู้ป่วยโรค MDS จะมีความผิดปรกติของไขกระดูกส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดได้อย่างเพียงพอ "ในคนปรกติความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงจะอยู่ที่ประมาณ 38-40%มีปริมาณเม็ดเลือดขาวประมาณ 5,000-10,000 ตัว/ลบ.ซม.และมีปริมาณเกล็ดเลือด 140,000-400,000 ตัว/ลบ.ซม. แต่สำหรับผู้ป่วย MDSจะมีภาวะเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกันต่ำกว่าปรกต" "สำหรับอาการของโรค MDSประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการ ณเวลาที่ได้รับการวินิจฉัยและเนื่องจากโรคนี้เกิดจากภาวะของร่างกายที่มีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดต่ำกว่าปรกติ ดังนั้นในผู้ป่วยที่เม็ดเลือดแดงต่ำจะมีอาการโลหิตจาง เหนื่อยง่าย หน้าตาซีดเซียวหากเม็ดเลือดขาวต่ำจะทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่ายและหากเกล็ดเลือดต่ำก็จะทำให้เกิดปัญหาเลือดออกง่ายส่วนอาการที่ได้รับรายงานซึ่งเป็นผลจากจำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปรกติได้แก่อ่อนแรง อ่อนเพลีย ใจสั่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังซีดผิดปรกติ ฟกช้ำเลือดออกมาก ปวดปากบ่อย มีไข้ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง" "อาการแสดงเหล่านี้ขึ้นอยู่กับภาวะบกพร่องของเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดของผู้ป่วย แล้วแต่ว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องตรงส่วนใด โดยผู้ป่วย 1 รายอาจมีความบกพร่องของเม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดมากกว่า 1 ชนิดได้ และหากอยู่ในภาวะที่เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือดต่ำมาก อาการแสดงก็จะมากตามไปด้วย" รศ. พ.อ. นพ.วิเชียร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "เนื่องจาก MDS เป็นกลุ่มอาการของความผิดปรกติ ดังนั้นจึงพบอาการได้หลากหลายในผู้ป่วยแต่ละกลุ่มย่อย และแตกต่างกันในแต่ละรายซึ่งโรค MDS ได้รับการแบ่งกลุ่มจากปริมาณและชนิดของเซลล์เม็ดเลือดโดยเฉพาะเซลล์ที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (blast cells)ซึ่งพบได้ทั้งในไขกระดูกและกระแสเลือด โดย MDS แบ่งออกได้เป็น 8ชนิดตามระบบการจัดโดยองค์การอนามัยโลกที่ใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลกในปัจจุบันซึ่งการที่แบ่งชนิดของ MDS ออกเป็นกลุ่มย่อยแตกต่างกันนั้นจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีในการบ่งถึงศักยภาพของโรคที่จะรุดหน้าไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในอนาคต" ด้านสาเหตุของการเกิดโรคในผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทราบแน่นอนมี 2 ประการคือการได้รับรังสีและยาเคมีบำบัดในการรักษามะเร็ง โดย MDSซึ่งเป็นผลจากการรักษามะเร็งนั้นเรียกว่า MDS ทุติยภูมิ (secondary) หรือMDS จากการรักษา (therapy-related MDS) ซึ่งพบได้ประมาณ 10-20% ของผู้ป่วยนอกจากนั้นสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษ สารเคมี และรังสีก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค MDS ได้เช่นกัน ส่วนการตรวจคัดกรองผู้ป่วย ขั้นตอนแรกในการวินิจฉัย MDS คือการตรวจเลือดอย่างง่ายเพื่อตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดทั้งหมด (complete bloodcount)หากการตรวจเลือดพบความผิดปรกติของเซลล์เม็ดเลือดและจำนวนเม็ดเลือดที่ผิดปรกติ อาจจำเป็นต้องตรวจไขกระดูก นอกจากนั้นยังมีการใช้ The InternationalPrognostic Scoring System (IPSS) ซึ่งระบบการให้คะแนน (scoring system)ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยประเมินสถานะทางคลินิกของผู้ป่วยและใช้ในการวินิจฉัยที่เหมาะสม และการแบ่งกลุ่มการพยากรณ์โรคและการรักษาด้วย สำหรับการรักษาในผู้ป่วย MDS ที่มีความเสี่ยงต่ำ การให้Growth factors และการให้เลือดคือองค์ประกอบสำคัญในการรักษาโรค MDSโดยการให้เลือดจะช่วยให้ผู้ป่วยคงสภาพเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แข็งแรงแต่เนื่องจากการให้เลือดอาจทำให้เกิดภาวะเหล็กเกินบริเวณตับ หัวใจและอวัยวะอื่น ซึ่งหากปล่อยไว้อวัยวะดังกล่าวก็จะถูกทำลายได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการกำจัดภาวะเหล็กเกินออกจากร่างกายโดยใช้ยาขับเหล็ก (ironchelator) ซึ่ง The National Comprehensive Cancer Network (NCCN) MDSClinical Practice Guidelines แนะนำว่าในผู้ป่วย MDS ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีภาวะเหล็กเกินจากการถ่ายเลือดเป็นระยะเวลานานควรได้รับยาขับเหล็กเพื่อลดปริมาณเหล็กที่สะสมภายในร่างกาย ทั้งนี้ ทางIPSS ได้นิยามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำไว้ว่าหมายถึงผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk Group)หรือความเสี่ยงปานกลางกลุ่ม 1 (Intermediate-Risk Group 1)สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่โรคจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวสูงอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดซึ่งยาบางตัวสามารถทำให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบได้ อย่างไรก็ตามหากหยุดยาโรคก็อาจจะกำเริบขึ้นมาอีก ส่วนวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งหากการรักษาเป็นผลสำเร็จ ผู้ป่วยก็จะหายขาดจากโรคนี้ได้ ถึงแม้ว่า MDS จะเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศและทุกเชื้อชาติแต่จะพบได้บ่อยในเพศชายและคนผิวขาว (Caucasians)และยังพบได้บ่อยในคนที่อายุมากกว่า 60 ปี อย่างไรก็ตามในบางครั้งก็พบโรคนี้ในเด็กได้ด้วยโดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ได้แก่คนที่ทำงานอยู่กับสารเคมี เช่น เกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าแมลงโดยไม่ได้ป้องกันนักเคมี พนักงานโรงงานทอผ้าที่อยู่ในห้องเก็บผ้าที่มีสารเคมีกันแมลงคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม คนที่ทำงานในปั๊มน้ำมันซึ่งแต่ละคนมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่เท่ากันแม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมเดียวกัน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณสารที่ได้รับและลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละคนส่วนการพยากรณ์โรคของผู้ป่วยมีความแปรผันอย่างมากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ร้อยละของความผิดปรกติของเซลล์ไขกระดูกและชนิดของความผิดปรกติทางกรรมพันธุ์ซึ่งความแปรผันนี้พบได้ตั้งแต่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 15 ปีและพบปัญหาเล็กน้อย ไปจนถึงผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้เพียง 6เดือนหลังจากวันที่ได้รับการวินิจฉัย นอกจากนั้นยังพบว่าโรค MDSสามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia)ได้มากถึง 30% ของผู้ป่วย ดังนั้นนักโลหิตวิทยาหลายท่านจึงถือว่าโรคนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของมะเร็งด้วย
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved." |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|