|
เนอร์สซิ่งโฮมดูแลคนชรา ธุรกิจโตเร็วรับกระแสอายุรวัฒน์ |
จำนวนประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจเนอร์สเซอรี่ดูแลคนชราเติบโตอย่างเงียบๆ รายงานศึกษาความต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้ในอีก 20 ปีข้างหน้าของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ภายใต้การดูแลกันเองในครอบครัวมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 67,395 คนในปี 2548 เป็น 79,888 คนในปี 2558 และผู้สูงอายุที่ต้องการจ้างผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจาก 25,675 คนในปี 2548 เป็น 31,955คนในปี2558
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ธุรกิจเนอร์สซิ่ง โฮมขยายตัวรวดเร็ว บางแห่งถึงขั้นลงทุนเปิดเป็นโรงเรียนสอนต่างหาก เพื่อผลิตบุคคลกรที่มีความรู้ในการบริการผู้สูงอายุโดยเฉพาะออกมาโดยวางหลักสูตร 6 เดือน แบ่งเป็น ภาคทฤษฎี 3 เดือน เริ่มต้นหลักการดูแลผู้สูงอายุ ความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ การพยาบาล การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน กายวิภาคศาสตร์ โภชนาการ หลักการ ใช้ยา กายภาพบำบัด เป็นต้น
 ตามมาด้วยภาคปฏิบัติ 3 เดือน ในโรงพยาบาล คลินิก ศูนย์บริการเฝ้าไข้และหน่วยช่วยเหลือผู้ป่วย ศูนย์กายภาพบำบัด โดยผู้สมัครต้องมีอายุ 15 ปี ขึ้นไปเพศหญิงหรือชาย มีความรู้ระดับมัธยม 3 ขึ้นไปยืนยันความต้องการใช้บริการธุรกิจเนอร์สซิ่งโฮมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
"บริการเนอร์สซิ่งโฮมที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการ เพราะปริมาณคนแก่ในบ้านเรามากขึ้นทุกปี เปิดเท่าไรก็ไม่พอ" นภา อดีตนางพยาบาลผู้ผันตัวมาเป็นเจ้าของเนอร์สซิ่ง ย่านรัชดาเล่าถึงสถานการณ์
เหตุผลส่วนใหญ่ที่ลูกหลานมาใช้บริการ อันดับแรกเพราะไม่มีเวลา อันดับสองไม่มีความรู้ในการดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเป็นอัมพาต ต้องให้อาหารทางสายยาง บางรายใส่เครื่องช่วยหายใจพะรุงพะรังติดตัวออกมาจากโรงพยาบาลพอมาถึงบ้านญาติเห็นแล้วทำอะไรไม่ถูก
"เป็นใครก็ตกใจ ยิ่งถ้าไม่ได้อยู่ในวิชาชีพแพทย์ พยาบาลมาก่อน ส่วนมากเห็นแล้วไม่กล้าที่จะดูแลเอง" อดีตนางพยาบาล เล่าต่อว่า ผู้สูงอายุที่เข้ามาใช้บริการ 90% ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องมีคนคอยดูแล ส่วนที่เหลือ 10%ช่วยตัวเองได้ แต่มีโรคประจำตัว ลูกหลานจึงไม่อยากให้อยู่บ้านคนเดียว เนอร์สซิ่งโฮมจึงเป็นธุรกิจที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้
จากการศึกษาเรื่องสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า พบว่าในเขต กทม. มีจำนวนสถานบริการสูงสุดจำนวน 68 แห่ง จำนวนสถานบริการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงจำนวนของผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพ และมีภาวะพึ่งพาที่ต้องการใช้บริการโดยปริยาย อีกทั้งอาจประมาณได้ว่าผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพฯมีภาวะพึ่งพามากกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามภูมิภาค แนวโน้มของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นนำมาซึ่งภาวะความเสี่ยงและปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการเจ็บป่วยด้วย โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2550 พบว่า ผู้สูงอายุเป็นโรคความดันโลหิต 31.7% โรคเบาหวาน 13.3% โรคหัวใจ 7.0% โรคอัมพาต ,อัมพฤกษ์ 2.5% โรคหลอดเลือดในสมองตีบ 1.6% และโรคมะเร็ง 0.5%
นอกจากนี้อาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เช่น การหกล้ม การสูญเสียความสามารถในการเดิน สติปัญญาเสื่อมถอย เบื่ออาหาร ปัสสาวะอุจจาระราด ทำให้ลูกหลานที่คอยดูแลเป็นห่วงเมื่อต้องออกไปทำงานหลายครอบครัวจึงตัดสินใจใช้บริการ"เนอร์สซิ่งโฮม"
เกี่ยวกับอัตราค่าบริการ เจ้าของเนอร์สซิ่งโฮมย่านรัชดาบอกว่า แต่ละรายไม่เท่ากัน เริ่มต้นตั้งแต่ 16,000 บาทต่อเดือน ถ้ารายวันวันละ 800-1,000บาทขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย อัตราค่าบริการดังกล่าวรวมห้องพักพร้อมเครื่องปรับอากาศห้องน้ำพร้อมน้ำอุ่น-น้ำเย็น รวมบริการทำความสะอาดห้องพักทุกวัน วันละ 2 ครั้ง บริการซักรีดเสื้อผ้า ทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวผู้ป่วย อาหารวันละ 3 มื้อ และอาหารว่าง 1มื้อสำหรับคนไข้ปกติ
กรณีที่ผู้ป่วยเจาะคอ ต้องให้อาหารเหลวผ่านสายยาง 5 มื้อต่อวัน สถานดูแลผู้สูงอายุบวกเพิ่มอีก 2,000 บาท ไม่รวมการบริการดูแลรักษาและการพยาบาลขั้นพื้นฐานตลอด 24 ชั่วโมง อัตราค่าบริการดังกล่าวยังไม่รวม ค่านักกายภาพบำบัด ค่ายาและเวชภัณฑ์อื่นๆ เช่น ผ้ารองกันเปื้อน ผ้าอ้อม ถุงมือ
"ทุกอย่างเป็นต้นทุนหมด แม้แต่สำลีเช็ดก้น ตกเดือนละ 90 บาทต่อคน หรือเมนูอาหารที่ต้องเลือกให้เหมาะกับคนไข้ ถ้าเป็นโรคเก๊าท์ต้องทานปลาราคาค่าบริการเพิ่มขึ้น" อดีตนางพยาบาลวัย 65 แจงรายละเอียด
อย่างไรก็ตาม จากสำรวจสถานดูแลคนชราหลายแห่งพบว่า ค่าบริการเนอร์สซิ่งโฮมแบ่งออก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบนที่มีอัตราค่าบริการขั้นต่ำอยู่ที่ 22,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นบริการตามโรงพยาบาล คลินิกที่มีแพทย์ดูแล ซึ่งเจ้าของมักจะเป็นนักธุรกิจหรือแพทย์ ส่วนระดับมาตรฐานอัตราค่าบริการอยู่ที่ 16,000 บาทต่อเดือน พนักงานส่วนหนึ่งเป็นพยาบาลเกษียณที่ออกมาให้บริการ 13-15 เตียง และระดับทั่วไปอัตราค่าบริการอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่นิยมโพสต์แนะนำบริการในเว็บไซต์ต่างๆหรือมีเว็บไซต์ของตนเองโดยเฉพาะ
"ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเนอร์สซิ่งโฮมจัดตามความสามารถในการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุเน้นการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วย โดยการสังเกตและประเมินว่า ผู้สูงอายุมีอะไรผิดปกติ เทียบได้กับบริการระดับสถานีอนามัยให้น้ำเกลือ ฉีดยา ทำแผล แต่กรณีฉุกเฉินเจ็บป่วยรุนแรง เราก็จะส่งไปโรงพยาบาล ส่วนค่ายาพิเศษจะบวกเข้าไปในค่าดูแลแต่ละเดือน" เฉลิมชัย เจ้าของเนอร์สซิ่งโฮมอีกราย ย่านพหลโยธิน อธิบาย
ข่าวการร้อง เรียนการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุบางแห่งว่า ไม่มีคุณภาพ พนักงานดูแลส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว เช่น พม่า ลาว ทำให้หลายคนลังเลที่ในการเข้าไปใช้บริการ
ผู้ให้บริการดูแล คนชราและผู้ป่วยอีกรายยอมรับว่า การเลือกพนักงานไม่ได้มีใจรักที่ทำงาน ดูแลผู้สูงอายุ หรือคิดแค่ว่าค่าแรงถูก มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมาเสมอ เพราะเป็นงานที่ต้องการความละเอียดรอบคอบ มีความอดทนมากเป็นพิเศษ ผู้สูงอายุที่เข้าไปดูแลมีสภาพร่างกาย ความคิดที่แตกต่างกันบางคนป่วยเป็นโรคด้วย
"วุฒิการศึกษาไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ ว่าคนนั้นต้องมีใจรักในการดูแลป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ส่วนเรื่องการฝึกฝนทำได้ไม่ยาก ดีไม่ดีเด็กจบม.6 อาจดูแลดีกว่าคนที่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำไป ส่วนงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการพยาบาลการทำแผลกดทับ ดูดเสมหะ ใส่สายยาง ท่ออาหารก็ต้องเป็นพยาบาล"เจ้าของเนอร์สซิ่งโฮมให้ความเห็น แต่ความจริงเนอร์สซิ่งโฮมส่วนใหญ่มักจะรับเด็กมาฝึกดูแลผู้สูงอายุ โดยกำหนดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 โอกาสคนจบปริญญาตรีจะมาฝึกอบรมน้อย "คนจบระดับปริญญาตรี ถ้าผ่านการอบรมดูแลผู้ป่วยสูงอายุแล้วส่วนมากจะทำงานในโรงพยาบาลเอกชนขนาด ใหญ่ อย่างโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มากกว่าที่จะมาทำงานกับเนอร์สซิ่งโฮมขนาดกลางหรือเล็ก"
เฉลิมชัย แนะนำญาติที่ต้องการใช้บริการว่า ก่อนที่ตัดสินใจเข้าไปใช้บริการ ควรเข้าไปดูวิธีการดูแลผู้สูงอายุในแต่ละแห่งว่า พนักงานใส่ใจกับการดูแลมากน้อยขาดไหน จำนวนคนที่ดูแลกับปริมาณคนที่ถูกดูแลมีสัดส่วนเหมาะสมหรือไม่ มีการวางแผนในการดูแลแต่ละวันอย่างไร ยกตัวอย่าง กรณีผู้ป่วยเป็นอัมพาต ควรมีตารางเวลาในการพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้งที่เข้าห้อง น้ำไม่ใช่ทั้งวันใส่ชิ้นเดียว เพราะไม่ถูกสุขลักษณะ
"เพื่อความมั่นใจและหมดความวิตกกังวลในการฝากบุคคลอันเป็นที่รักไว้ในกับเนอร์สซิ่งโฮม ควรเลือกเนอร์สซิ่งโฮมที่มีประสบการณ์และอยู่มานานที่สำคัญเจ้าของหรือผู้บริการ ควรจะมีพื้นฐานทางการแพทย์มาก่อน เพราะทำให้เข้าใจและรู้ถึงความต้องการของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี" เฉลิมชัยกล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก : บุษกร ภู่แส กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม 2552 หน้า 7
|