|
ยกเว้นภาษีเงินฝากคนแก่ อายุเกิน 55 ปี-รายได้ 2-3 หมื่นบาทรอดตัว |
 คลังเดินหน้าอัดมาตรการภาษีเอาใจประชาชน ศึกษายกเว้นภาษีเงินฝากสำหรับผู้สูงวัยที่มีรายได้จากการฝากเงิน 2-3 หมื่นบาทต่อปี มีฝากไม่เกิน 2 ล้านบาทรอดตัวไม่เก็บภาษีดอกเบี้ย มั่นใจไม่กระทบรายได้ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรเตือนต้องระวังเงินเฟ้อจากมาตรการใหม่ๆ
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้สูงอายุที่ฝากเงินไว้กับธนาคาร และอาศัยรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก โดยกำลังดูความเหมาะสมที่จะยกเว้นภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้ราว 2-3 หมื่นบาทต่อปีให้ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
"เรากำลังวางกรอบว่าจะให้ยกเว้นภาษีเพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้มากขึ้น ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย โดยขอดูตัวเลขในการยกเว้นภาษีดอกเบี้ย 2-3 หมื่นบาทขึ้นไป สำหรับผู้ฝากเงินอายุ 55 ปีขึ้นไป" ดร.สมคิด กล่าว
สำหรับการยกเว้นภาษีดังกล่าว จะทำให้ผู้เกษียณอายุส่วนใหญ่ที่มีเงินฝากไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ดอกเบี้ย และคาดว่าจะไม่กระทบต่อรายได้จากภาษีอากรมากนัก ซึ่งจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในเร็วๆ นี้
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานจากการศึกษาผลกระทบของนโยบายภาษีใหม่ ในรูปของอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้หลังหักภาษีที่จะนำไปใช้จ่ายได้ พบว่า จำนวนผู้เสียภาษีที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีใหม่อาจจะเท่ากับประมาณ 2.1 ล้านรายเป็นอย่างต่ำ ซึ่งอาจคิดเป็นประมาณเกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมด ขณะที่รายได้หลังหักภาษีที่จะนำไปใช้จ่ายได้ที่จะเพิ่มขึ้นอาจจะเท่ากับประมาณ 1.7 พันล้านบาทเป็นอย่างต่ำ
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีได้ประมาณกว่า 31% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด สำหรับผู้เสียภาษีเกือบ 70% ของจำนวนผู้เสียภาษีทั้งหมดที่ไม่ได้ประโยชน์นั้น เป็นผลจากการที่รายได้สุทธิอยู่ในระดับต่ำกว่า 80,000 บาท ซึ่งทำให้ไม่มีภาระภาษีอยู่แล้ว
"แม้ว่านโยบายภาษีใหม่จะมีข้อดีในการช่วยการกระตุ้นการบริโภค แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังก็คือ การบริโภคที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันผู้บริโภคโดยเฉพาะต่อผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาษีใหม่ตั้งแต่แรก" รายงานข่าว ระบุ
นอกจากนี้ จากการที่รัฐใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อพยุงการใช้จ่ายมาแล้วหลายมาตรการ นโยบายภาษีใหม่จึงอาจทำให้ประชาชนไม่ได้ปรับการบริโภคให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
ขณะที่อาจจะสร้างความคาดหวังเกี่ยวกับการอุดหนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ อันจะทำให้ขาดแรงจูงใจในการออม รวมถึงอาจมีการใช้จ่ายเกินตัวและการก่อหนี้จนเกินความสามารถชำระหนี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้การบริโภคมีความผันผวนได้
ดังนั้น รัฐจึงควรจะต้องมีมาตรการอื่นๆ ที่ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น มาตรการเพื่อเสริมสร้างวินัยการใช้จ่ายและการออม การพัฒนาในด้านการลงทุน การพัฒนาด้านการผลิตและเทคโนโลยี และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
ที่มา : หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547
|